การแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา จะต่อเนื่องหรือชะงัก การเมืองภายในประเทศ ล้วนมีส่วนสำคัญ ภายหลัง “อนุทิน ชาญวีรกุล” นายกฯ และ รมว.มหาดไทย ประกาศยุบสภา 12 ธ.ค. หาก ฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา ฝ่ายไทย เพลี่ยงพล้ําให้กับฝ่ายกัมพูชามาโดยตลอด เหตุการเมืองภายในไม่เข้มแข็ง เปลี่ยนนายกฯ เปลี่ยนรัฐบาล นโนบายแก้ปัญหาชายแดนไม่ชัดเจน ขาดตอนเดินตามหลังกัมพูชาก้าวหนึ่งเสมอ
แม้ปัจจุบันฝ่ายไทยตีตื้นขึ้นมาได้ แต่การเมืองภายในกลับไม่เป็นใจ สวนทางกับรัฐบาลกัมพูชา ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีก็ยังเป็น ฮุนเซน ประธานวุฒิสภา ผู้กุมบังเหียนกำหนดทิศทางชายแดนไทย-กัมพูชา ให้เดินตามเกมตัวเอง
กัมพูชา งัดทุกกลยุทธ์ ไม่เว้นแม้แต่การเล่นนอกกติกา วางทุ่นระเบิด ประโคมเฟกนิวส์ สร้างสถานการณ์หวังขยายผลในเวทีโลก ชิงความได้เปรียบในห้วงอยู่ในข้อตกลงหยุดยิง ควบคู่สะสมกำลัง เติมอาวุธ-ยุทโธปกรณ์ จัดกระบวนทัพพร้อมรบอีกระลอก
สอดคล้องข้อมูล กองทัพภาคที่ 2(ทภ.2) ได้ตรวจสภาพพื้นที่เสี่ยงพบว่า ปราสาทตาควาย อําเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ทหารกัมพูชา ใช้โบราณสถาน เป็นบังเกอร์ พร้อมสร้างกระเช้าขึ้นเนิน 350 อำนวยความสะดวกขนส่งกำลังบำรุง
พร้อมเพิ่มเติมกำลัง เมื่อ15-16 พย. 68 เป็นกำลังในสังกัดทหารประจำรัตนคีรี ภท.1 ประมาณ 150 นาย ทหารประจํากัมปงธม ประมาณ 90 นาย และ ทหารประจำจังหวัดกองพันทหารช่างภูมิภาคทหาร (พัน.ช. ภท. 1) ประมาณ 15 นาย รวม 255 นาย พื้นที่ภูมะเขือ จังหวัดศรีสะเกษ ด้านทิศตะวันตกมีรถถัง 10 คัน มีการวางทุ่นระเบิดรอบพื้นที่
เช่นเดียว จังหวัดอุบลราชธานี พื้นที่ช่องอานม้า ทหารกัมพูชา ยึดเนิน 677 มีการวางทุ่นระเบิดรอบพื้นที่ และ ช่องบก มี ทหารกัมพูชา อยู่ในพื้นที่ประมาณ 800 นาย และอยู่บริเวณเนิน 745 ประมาณ 50 - 60 นาย
ส่วน “กองทัพ” ยึดมั่นและดำเนินการมาตลอดคือ อยู่ในกติกา กฎหมาย ความชอบธรรม จึงใช้แนวทางการปฏิบัติการทหารทหาร “ป้องกันตัวเอง-ตอบโต้ได้สัดส่วน” มาโดยตลอด
ขณะรัฐบาลไทย ยังหวังลมๆแล้งๆว่ากัมพูชาจะให้ร่วมมือในการทำตามข้อตกลงทวิภาคีในระดับต่างๆสะท้อนผ่าน พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม ยังไม่ผลักดันคนกัมพูชากว่า 200 ครัวเรือน รุกล้ำพื้นที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ออกจากพื้นที่ทันที แม้การปักหมุดชั่วคราวจะเสร็จภายใน ธ.ค.นี้แล้วก็ตาม
“ หลังดําเนินการเสร็จ ก็จะไปเจรจา การปรับถือครองที่ดิน คนกัมพูชาที่อยู่ใต้เส้นสีแดง ซึ่งมีประมาณกว่า 200 ครอบครัว ต้องออกไปจากพื้นที่ ส่วนวิธีการให้ออกไปต้องมีการเจรจาว่าจะดําเนินการอย่างไร ครม. ได้อนุมัติให้ คณะคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทยกัมพูชา(GBC) รับผิด” พล.อ.ณัฐพล กล่าว
สวนทางกับกระแสสังคมที่ต้องการให้รัฐบาลและกองทัพจัดการแบบม้วนเดียวจบ ยึดพื้นที่ส่วนที่ยังเอากลับคืนไม่ได้ มาเป็นของไทย การปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไป มีแต่จะทำให้ฝ่ายไทยเสียเปรียบ
เพราะย้อนกลับไปดูถ้อยแถลง “ปฏิญญา-กัวลาลัมเปอร์” ซึ่งมีสหรัฐเป็นสักขีพยาน ได้ให้ความสำคัญแก้ปัญหาสแกมเมอร์ ซึ่งกระทบในวงกว้าง รวมถึงพลเมืองชาติพันธมิตร
ส่วนการเก็บกู้ทุ่นระเบิด สหรัฐให้น้ำหนักน้อยมาก เพราะไม่กระทบต่อผลประโยชน์ จึงไม่มีหลักประกันใดๆ ที่จะช่วยไทยกดดันกัมพูชาให้รับผิดชอบ การประท้วงหรือท่าทีตอบโต้ของไทยจึงไร้แรงหนุน
หากย้อนดูการปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งไทยและกัมพูชาต้องรายงานเป็นเอกสารทุกปี ล่าสุดพบว่าไทยทำลายไปเกือบหมดแล้ว โดยดำเนินการจาก 2,000 กว่าตารางกิโลเมตร ยังเหลือเพียง 12.8 ตารางกิโลเมตร(1 ตารางกิโลเมตร เท่ากับ 625 ไร่ =8,000ไร่) จำนวนทั้งสิ้น 64 จุด ทั้งหมดอยู่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยไทยมีแผนจะดำเนินการให้แล้วเสร็จในปี 2569 ในขณะที่กัมพูชายังเหลืออีกเป็น 10 เท่าจากของไทย หรือราวๆ 80,000 ไร่
แม้ที่ผ่านมา กัมพูชา แสดงท่าทีชัดเจน นอกจากจะไม่ร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิดแล้ว ยังแอบลอบวางใหม่ ตัดขาทหารไทยไปแล้ว 7 ขา แต่ รัฐบาลไทย ยังอยากพิสูจน์ความจริงใจต่อ
ด้วยการเสนอพื้นที่นำร่อง 13 พื้นที่เก็บกู้ทุ่นระเบิด ภายใน 3 เดือน แต่กัมพูชาก็ไม่ตอบรับ ต่อมาหยวนๆลดเหลือ 5 พื้นที่ ได้แก่ ช่องเหว สายโท หนองจาน หนองหญ้าแก้ว ชำราก แต่กัมพูชาตอบรับเฉพาะ บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว เท่านั้น
โดยขณะนี้ฝ่ายไทยเก็บกู้ทุ่นระเบิด 5 พื้นที่นำร่อง 5 ข้อมูลจากกองทัพไทย ผลการปฏิบัติงานเก็บกู้ทุ่นระเบิดพื้นที่ บ้านไทยนิยม (ช่องเหว) ตั้งแต่วันที่ 2 พ.ย. 2568 ถึง 21 พ.ย. 2568 ได้พื้นที่ปลอดภัย จำนวนทั้งสิ้น 11,270 ตารางเมตร คิดเป็น 49.79% คงเหลือพื้นที่ ที่ได้รับการยืนยันว่ามีทุ่นระเบิด จำนวน 11,364 ตารางเมตร คิดเป็น 50.21%
ส่วน บ้านหนองจาน พ.ย. เริ่มเก็บกู้ทุ่นระเบิด 18 -22 พ.ย. ได้พื้นที่ปลอดภัยจำนวนทั้งสิ้น 4,955 ตารางเมตร คิดเป็น 4.96% คงเหลือพื้นที่ต้องสงสัย ยืนยันว่ามีทุ่นระเบิด จำนวนทั้งสิ้น 94,845 ตารางเมตร คิดเป็น 95.03%
ส่วน 8 พื้นที่ที่เหลือ จะดำเนินการเริ่มจากพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่ำ ส่วนพื้นที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ปราสาทตาควาย ช่องอ่านม้า ช่องบก คาดว่าอยู่ลำดับท้าย
ทั้งนี้ สาเหตุหนึ่งกัมพูชาไม่ยอมเก็บกู้ พร้อมวางทุ่นระเบิดใหม่ หวังให้เป็นแนวกั้นการขยับแนวกำลังทหารของฝ่ายไทย และหาจังหวะรุกคืบยึดพื้นที่คืน จนทำให้ทหารไทยเสียขาดังกล่าว
ชายแดนไทย-กัมพูชา ประเมินไว้ว่าลากยาวถึงปีหน้า จนกว่าไทยจะมีการเลือกตั้ง ได้รัฐบาลชุดใหม่ นายกฯคนใหม่ จากนั้นค่อยไปลุ้นกันอีกรอบนโยบายจะใช้ไม้แข็ง ไม้อ่อนกำหราบกัมพูชาให้อยู่ใน กฎเกณฑ์กติกา
ยกเว้นมีเหตุการณ์เป็นไฟต์บังคับ เลี่ยงการปะทะไม่ได้ ต้องจับตา “รัฐบาล-กองทัพ” จะปรับโหมดอย่างไร ภายใต้โจทย์ใหญ่ นานาชาติยอมรับและไม่เสียดินแดนแม้แต่มิลลิเมตรเดียว





