วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'พท.' ขอ 'กมธ.แก้รธน.' ทบทวน ที่มาผู้ร่าง ต่อรองยืดเวลายื่นซักฟอก

"ชลน่าน" บอก "พท." พร้อมพิจารณา ยืดเวลายื่นญัตติซักฟอก หากปรับสูตรเลือกผู้ร่างรธน.ใหม่ได้ แต่หากไม่ได้ พร้อมยื่นอภิปราย หลังจบวาระสองทันที

ที่รัฐสภา นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย ฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม รัฐสภา ให้สัมภาษณ์ต่อกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ตัดสินใจเตรียมยุบสภา ในวันที่สภาเปิดสมัยประชุม คือวันที่ 12 ธ.ค. ว่า เป็นการท้าทายและขู่ฝ่ายค้าน ที่เตรียมยื่นญัตติเพื่อขออภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ ซึ่งมีนัยส่งถึงการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เนื่องจากนายกฯ บอกว่าหากมีอะไรเกิดขึ้นให้ไปรับผิดชอบกันเอง อย่าโทษนายกฯ เท่ากับเอาร่างรัฐธรรมนูญเป็นตัวประกัน

เมื่อถามถึงท่าทีของพรรคเพื่อไทยต่อเรื่องดังกล่าว ที่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญให้สำเร็จและต้องยื่นญัตติซักฟอกด้วย นพ.ชลน่าน กล่าวว่า การยื่นซักฟอก เพื่อตรวจสอบรัฐบาลเป็นหน้าที่ของพรรคเพื่อไทยที่ให้ความสำคัญ ตามที่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ ฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ระบุ รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมรัฐธรรม ให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ออกมาดีที่สุด เน้นการเป็นประชาธิปไตยภายใต้การมีส่วนร่วมของประชาชน ไม่ยึดติดฝ่ายใด หรือฝ่ายใดมาชี้นำ หรือครอบงำได้ เพื่อให้เป็นรัฐธรรมนูญของประชาชนอย่างแท้จริง ดังนั้นทั้ง 2 ประเด็นนั้น พรรคเพื่อไทยอยากได้ทั้งคู่

"ขณะนี้มีมีประเด็นที่ต้องพิจารณา คือ เนื้อหาของการแก้รัฐธรรรมนูญ เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ว่า เป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือไม่ หากไม่สามารถไปสู่ความคาดหวังได้ โดยเฉพาะ ที่มาของกมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ ที่เชื่อว่าจะถูกครอบงำจากสีใดสีหนึ่ง จึงเป็นความชอบธรรมที่พรรคเพื่อไทยจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ หลังการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ในวาระสองแล้วเสร็จ" นพ.ชลน่าน กล่าว

เมื่อถามว่าหากเนื้อหาพอรับได้ เป็นไปได้หรือไม่ว่า จะทบทวนเรื่องเวลายื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ คือ  หลังโหวตร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ในวาระสาม หรือไม่  นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ขณะนี้ กมธ.พิจารณาเนื้อหาครบทุกมาตรา  แต่ยังรอพิจารณาไว้ 16 มาตราซึ่งเป็นบทประกอบเท่านั้น แต่บทหลักผ่านไปแล้ว อย่างไรก็ดีในประเด็นที่มาของ กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ  35 คน ที่กำหนดที่มา จากการสมัครและมี 100 คนรับรอง เหมือนจะเปิดให้มีส่วนร่วม แต่ประเด็นดังกล่าวจัดตั้งได้ ผ่านกลุ่มการเมืองและพรรคการเมืองที่มีสมาชิก ซึ่งสามารถกำหนดตัวได้มาตั้งแต่การสมัคร ส่วนสูตร 20 หยิบ 1 นั้นตอบได้ทันทีว่าจะทำให้ กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญเป็นของเสียงข้างมากของรัฐสภาสมัยหน้าแน่นอน เพราะสูตรดังกล่าวกำหนดให้เป็นไปตามสัดส่วนของพรรคการเมืองเสียงข้างมาก

“เช่น รัฐสภาสมัยหน้า คาดการณ์จากสีใดมีเสียงข้างมากในรัฐสภา คือ มีสว. คาดการณ์ว่ามี 160 เสียง ขณะที่การรวมตัวเป็นรัฐบาล แนวโน้มเห็นได้ว่าสีใดจะเป็นรัฐบาล หากสามารถรวมพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลเสียงข้างมาก ซึ่งผมเชื่อว่าจะรวมได้ 320 เสียง เมื่อรวมกับ สว. จะได้ 480 เสียง เท่ากับว่าจะได้กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ  24 คน จาก35 คน ถือเป็นเสียงข้างมากเด็ดขาด ดังนั้นจึงเป็นความยากที่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นไปตามคาดหวัง” นพ.ชลน่าน กล่าว

นพ.ชลน่าน กล่าวว่าการประชุมกมธ. วันนี้ (21 พ.ย.) ตนจะเสนอให้ทบทวนเนื้อหา ทั้งการตัดส่วนที่ให้ประชาชน 100 คนรับรอง ซึ่งเป็นการปิดกั้นผู้สมัครอิสระ เพื่อเปิดให้มีตัวเลือกมากขึ้น และปรับให้สัดส่วนให้มาจาก ผู้เชี่ยวชาญ มาจากพื้นที่ใช้ภูมิภาคกำหนด  เพราะแม้จะมีการจัดตั้งแต่ส่วนหนึ่ง แต่มั่นใจว่ามีตัวแทนกระจายไม่ใช่หยิบคนของตัวเองได้

นพ.ชลน่าน กล่าต่อว่า สำหรับวิธีเลือกกมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อกันเสียงข้างมากครอบงำ  ตนเสนอวิธีให้ใช้เห็นพ้องต้องกันของทุกฝ่าย  โดยผู้จะได้เป็นกมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ ต้องได้เสียงเห็นด้วย จาก ฝ่ายค้าน 20% และ เสียงสว. 1 ใน 5 ด้วย  เพราะหากใช้สูตร 20 หยิบ 1 อย่างเดียวจะหนีจากการจัดตั้ง ชี้นำ และครอบงำไม่ได้  ซึ่งพรรคเพื่อไทยได้เสนอต่อกมธ. ไปแล้ว แต่หลายฝ่ายคัดค้าน

"กมธ.ของเพื่อไทยพยายามเรียกร้องสิทธิ แต่การให้ทบทวนหรือไม่  ขึ้นอยู่กับมติเสียงข้างมากและความเป็นเหตุเป็นผลความไม่สมบูรณ์ของตัวร่าง หากเห็นว่าวิธีที่ผมเสนอ กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญต้องได้รับฉันทามติและเห็นร่วมจากทุกฝ่ายอย่างแท้จริง อาจจะเอาด้วยเพราะพรรคประชาชนอยากได้แบบนั้น ส่วนพรรคเพื่อไทยก็อยากได้  อาจจะเอาด้วยก็ได้ หากเห็นเป็นประโยชน์ อาจทบทวนขึ้นอยู่กับเนื้อหาสาระ” นพ.ชลน่าน กล่าว

เมื่อถามว่าหากมีการทบทวน และแก้ไขตามประเด็นเสนอได้ จะพิจารณายืดเวลายื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่  นพ.ชลน่าน กล่าวว่า “เป็นข้อพิจารณา เพราะพรรคเพื่อไทยมีวัตถุประสงค์อยากได้ทั้งสองอย่าง ไม่ผูกมัด แต่ไปด้วยกันได้”