ปี่กลองการเมืองกำลังโหมรัวขั้นสุด พลันที่ “นายกฯ อนุทิน” เปิดปากยอมรับว่า อาจมีการ “ยุบสภาฯ” เกิดขึ้น หาก “ฝ่ายแค้น-ฝ่ายค้าน” ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล แน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดทางให้มีการตั้ง กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ สูตร 20 หยิบ 1 เพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่
แม้ว่าตามไทม์ไลน์เดิม หากไม่มีการยื่นซักฟอก รัฐบาลจะยุบสภาฯ ภายใน 31 ม.ค. 2569 และคาดว่าจะมีการเลือกตั้ง สส.ภายในปลายเดือนมี.ค.2569 ก็ตาม ทว่าหากเกิดการยุบสภาฯ ขึ้น ไทม์ไลน์นี้อาจเลื่อนให้กระชั้นชิดเร็วขึ้น ทำให้บางพรรคที่กำลังเพิ่งเริ่มตั้งไข่ หรือเปลี่ยนแปลงกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) อาจยังไม่พร้อมทั้ง “กระแส-กระสุน”
สำหรับ พรรคประชาชน (ปชน.) ที่มี สส.ในสภาฯ เหลืออยู่ราว 140+ เสียง มีการเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับการเลือกตั้งใหญ่ไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ ทั้งการซาวด์เสียง คัดสรรตัวผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.ไว้แล้วใกล้ครบ 100% โดยใช้ยุทธวิธีประนีประนอม “บ้านใหญ่” พื้นที่ไหน “กระแสแรง” ก็เตรียมส่งผู้สมัครปกติลง พื้นที่ “กระสุนเยอะ” ก็อาจดีล “บ้านใหญ่” ที่ “รองบ่อน” มาลงสมัครรับเลือกตั้ง
โดยใช้ปรากฏการณ์ “ลำพูนโมเดล” ซึ่งประสบความสำเร็จในการปักธงนับหนึ่ง “นายก อบจ.” ได้ ทั้งที่องคาพยพส้มเพิ่มขับเคลื่อนมาได้ราว 7 ปีเท่านั้น
ในส่วนสมรภูมิ “เมืองหลวง” น่าจับตา เพราะแชมป์เก่า “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้ว่าฯ กทม.คนปัจจุบัน แม้ที่ผ่านมาจะลง “อิสระ” แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ได้รับคะแนนฐานเสียงส่วนใหญ่จาก “ค่ายแดง” สนับสนุน โดยเฉพาะ สก.เกือบทั้งหมดเป็นฝ่าย “เพื่อไทย” ยังคงได้รับความนิยมอย่างเหนียวแน่น แม้ผลงานในช่วงเกือบ 4 ปีที่ผ่านมา จะมีค่อนข้างน้อย หากเทียบกับการนโยบายหาเสียง
ด้าน สก.สีแดง บางส่วนถูก “พลังดูด” แปรพักตร์ย้ายค่ายกันไป อาจทำให้ขุมกำลังรบ กทม.ของพรรค ลดน้อยถอยลงในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ช่วงกลางปี 2569
ทว่าช่วงต้นปี 2568 เกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญชาวไทย “ตึก สตง.ถล่ม” ปรากฏภาพ “ผู้ว่าฯ ชัชชาติ” ลงพื้นที่หน้างานตั้งแต่เริ่ม อดตาหลับขับตานอน ส่งทีมงาน สรรพกำลังทั้งหมด เข้าช่วยเหลือเหยื่อที่ติดใต้ซากปรักหักพัง พร้อมทีมงาน “พีอาร์” ทยอยปล่อยภาพออกมาแต่ละวัน สร้างภาพลักษณ์ “เชิงบวก” ให้แก่ตัวเขาเพิ่มขึ้นทันที จนกลับมามี “กระแสสูง” เหมือนช่วงเลือกตั้งปี 2565 และคาดกันว่าอาจมีแนวโน้ม “เข้าวิน” นั่งพ่อเมืองหลวงเป็นสมัยที่ 2
แน่นอนว่าปรากฏการณ์ดังกล่าว “ค่ายสีส้ม” รับรู้ และทำความเข้าใจฉากทัศน์นี้ จึงมุ่งเน้นไปที่ผลการเลือกตั้ง สส.เป็นหลัก ดังนั้นจึงไม่แปลกใจหากมีกระแสข่าว “ผู้พันปุ่น” น.ต.ศิธา ทิวารี อดีตแกนนำพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) มาสวมเสื้อ “สีส้ม” แปลงโฉมเป็น “แดดดี้ปุ่น” เป็นแคนดิเดตชิง “ผู้ว่าฯ กทม.” ของพรรค
แม้ “ศรายุทธิ์ ใจหลัก” เลขาฯ ปชน. และ “ไอติม พริษฐ์” โฆษก ปชน. จะไม่ยืนยัน แต่ก็ไม่ปฏิเสธชื่อของ “แดดดี้ปุ่น” ว่าจะเป็นแคนดิเดตชิงเก้าอี้ “ผู้ว่าฯ กทม.” ของพรรค ทั้งนี้ ปชน.เตรียมแผนเปิดตัวไว้ในวันที่ 26 พ.ย.68 ทว่าอาจมีการเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว ระหว่างวันที่ 22-23 พ.ย.2568 ที่พรรค ปชน.จัดงาน “รีชาร์จประชาชน Recharge the People” ที่ระดมสรรพกำลังมาพูดประเด็นสาธารณะต่างๆ รวมถึงพบปะเหล่าสมาชิก และเปิดรับบริจาคเงินเข้าพรรค
กลับมาที่ “ผู้พันปุ่น” เดิมคืออดีต “ขุนพล” ข้างกาย “คุณหญิงหน่อย” สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ตั้งแต่ยังสวมหัวโขน “เจ้าแม่ กทม.” ยุค “ไทยรักไทย” โดย น.ต.ศิธา ลงสมัคร สส.กทม. 2 ครั้ง เข้าวินทั้ง 2 ครั้งในปี 2544 และ 2548 ทว่าเขาถูกตัดสิทธิทางการเมือง
เนื่องจากเป็น กก.บห.ไทยรักไทย ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรค หลังจากนั้นไม่ปรากฏข่าวคราวความเคลื่อนไหวทางการเมืองของเขาอีกนานนับ 10 ปี
กระทั่งปี 2565 ปรากฏภาพเขา กับ “คุณหญิงสุดารัตน์” ที่เพิ่งพ่ายแพ้ “ศึกใน” พรรคเพื่อไทย จนต้องออกมาทำพรรคใหม่ ร่วมกันเปิดตัวพรรค ทสท. ลงสมัคร “ผู้ว่าฯ กทม.” แต่พ่ายแพ้ ได้ไปเพียง 73,720 เสียง อยู่ลำดับที่ 7 ของผู้สมัครทั้งหมด ท่ามกลางกระแส “ชัชชาติฟีเวอร์” โดย ทสท.ได้เก้าอี้ สก.แค่ 1 ที่นั่ง ต่อมาในการเลือกตั้งปี 2566 ทสท.ได้เก้าอี้ สส.ไปทั้งหมด 6 คน ส่วนตัวเขาถูกเสนอชื่อในบัญชีแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค และลง สส.บัญชีรายชื่อ แต่ไม่ได้รับการเลือกตั้ง
ในช่วงปี 2566-2568 ที่ผ่านมา “ผู้พันปุ่น” แสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์ผ่านสื่อหลายครั้ง ในประเด็นสาธารณะ-ประเด็นทางการเมือง ต่อมาในยุค “งูเห่า ทสท.” แบ่งขั้วแบ่งข้างยึดอำนาจ “คุณหญิง” ฝ่าย “ผู้พันปุ่น” ลดบทบาทลง ก่อนประกาศ “พักการเมือง” และไปโลดแล่นในวงการ “โป๊กเกอร์” จนเมื่อ 31 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้ร่วมกับ “นักโป๊กเกอร์แชมป์เอเชีย” ตั้งบริษัทจัดอบรม สันทนาการ ขึ้น
ว่ากันว่าก่อนหน้านี้ปี 2565 “ค่ายส้ม” เคยวางตัว “ผู้มากบารมีด้านธุรกิจ” มาชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. แต่ไม่ได้รับความเห็นชอบจาก “ตระกูลจึง” ส่งผลให้ต้องส่ง “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” อดีตดาวสภาฯ ของพรรคลงแก้เกี้ยว และพ่ายแพ้ไปได้เพียงอันดับ 3 ทั้งที่ในการเลือกตั้งใหญ่ 2562 พรรคอนาคตใหม่ (ขณะนั้น) ได้ สส.ถึง 9 ที่นั่ง และมีคะแนนปาร์ตี้ลิสต์กว่า 8 แสนแต้มก็ตาม
ปี 2568 ด้วยกระแส “ชัชชาติฟีเวอร์” ที่กลับมาอีกครั้ง “ค่ายส้ม” ถอดบทเรียนดังกล่าว รับรู้แล้วว่า การเลือกตั้ง สส. กับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. แม้จะใช้ฐานเสียงใกล้เคียงกัน แต่บทบาทการทำงานแตกต่างกัน คนกรุงฯ เลือก สส.ไปเป็นปากเสียงในสภาฯ แตกต่างกับคนเลือกผู้ว่าฯ กทม.เพื่อช่วยเหลือด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะในชุมชน
นั่นจึงทำให้ “ค่ายส้ม” ดีลตัว “แดดดี้ปุ่น” มาเป็นแคนดิเดตชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. แม้จะรู้ทั้งรู้ว่ามีโอกาส “พ่ายแพ้” ต่อกระแส “ชัชชาติ” แต่อย่างน้อยก็มีแต้มต่อสำคัญในเรื่องของวิธีการพูด ดีเบต และ “ปักธงความคิด” โดยเฉพาะ “ผู้พันปุ่น” มีบุคลิกท่าทางคล้ายคลึงกับ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ-พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” สามารถเรียกเรตติ้งในโลกโซเชียลได้ไม่น้อย
อีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่จะตัดสินศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่จะมีขึ้นไตรมาส 3 ของปี 2569 คือการเลือกตั้ง สส.ที่จะเกิดขึ้นก่อนช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 ดังนั้นหาก “กระแสส้ม” ยังคงสูงมากในเมืองหลวง “แดดดี้ปุ่น” ก็มีลุ้น “พลิกล็อก” เข้าวินเป็นผู้ว่าฯ กทม.ได้เช่นเดียวกัน
ดังนั้นการส่ง “ผู้พันปุ่น” มาชิงชัยในสนามเลือกตั้ง กทม. เป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์ “ค่ายส้ม” หวังปักธง “เมืองหลวง” กินรวบทั้งกระดาน กรุยทางสู่การจัดตั้ง “รัฐบาลสีส้ม” ที่แม้ ณ เวลานี้โอกาสยังน้อยอยู่ เพราะยังขาด “ใบอนุญาตใบที่ 2” แต่ในอนาคตอีกไม่ใกล้ ไม่ไกล จะถึงฝันกุมบังเหียนประเทศหรือไม่ คำตอบอยู่ในสายลม
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





