ตั้งแต่การจัดตั้งรัฐบาลเมื่อปี 2566 เป็นต้นมา ประเทศไทยต้องเปลี่ยน “นายกฯ” ไปแล้วถึง 3 คน (เศรษฐา ทวีสิน เพื่อไทย 2566-2567/แพทองธาร ชินวัตร เพื่อไทย 2567-2568/อนุทิน ชาญวีรกูล ภูมิใจไทย 2568-ปัจจุบัน) สะท้อนให้เห็นถึงความ “พิลึกพิลั่น” ในกระบวนการยุติธรรมเป็นอย่างมาก ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ถึงเงื่อนปม “นิติสงคราม” เพื่อพุ่งเป้าเล่นงานแค่ “บางพรรค-บางคน” หรือไม่
กรุงเทพธุรกิจ รวบรวมข้อมูล-ข้อเท็จจริงอย่างน้อย 3 สำคัญ บางคดีอยู่ระหว่างการไต่สวนในกระบวนการยุติธรรม บางคดีสิ้นสุดลงไปแล้ว แต่ทั้ง 3 คดีต่างถูก “กูรูการเมือง-นักนิติศาสตร์” นำมาหยิบยกเป็นตัวอย่าง พูดถึงกลไกที่น่าฉงนสงสัยของการหยิบยกเรื่องเหล่านี้มาเป็นคดีความ
เรื่องแรก กรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตั้งองค์คณะไต่สวน กรณีกล่าวหา ครม.เศรษฐ ทวีสิน กับพวก ร่วมกันแปรญัตติในทางลดหรือตัดทอนงบประมาณรายจ่ายสำหรับเงินส่งใช้ต้นเงินกู้ ดอกเบี้ยเงินกู้ และรายจ่ายตามข้อผูกพันที่กำหนดให้จ่ายตามกฎหมาย และเข้าไปมีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568
นอกจากนี้ยังมีการยื่นร้องเรียนเพิ่มเติมกล่าวหา ครม.แพทองธาร ชินวัตร กับพวก ในเรื่องนี้ รวมถึง คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 2568 เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 2568 รวมไปถึง สส. และ สว. ที่ลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 2568 ดังกล่าว ฝ่าฝืนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 หรือไม่
ประเด็นดังกล่าวถูก “แกนนำฝ่ายอนุรักษนิยม” หน้าเดิม ยื่นร้องต่อ ป.ป.ช.เมื่อช่วงกลางปี 2567 โดย ป.ป.ช.รับเรื่องไว้ไต่สวนประมาณ 1 ปีเศษ กระทั่ง 31 ต.ค. 2568 ที่ผ่านมา สำนักงาน ป.ป.ช.ออกเอกสารข่าวว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติ “ยกคำร้อง” กล่าวหา “เศรษฐา-แพทองธาร-พวก” ในการไต่สวนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 144
อย่างไรก็ดีคณะกรรมการ ป.ป.ช.ใช้วิธี “ยกเหตุอันควรสงสัย” กล่าวหา “เศรษฐา-พวก” ในประเด็นดำเนินการปรับลดหรือเปลี่ยนแปลงงบประมาณรวม 3.5 หมื่นล้านบาท โดยไม่ได้ตั้งงบประมาณชดเชยให้ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 มีเจตนาที่จะนำงบประมาณรายจ่ายดังกล่าวไปใช้ในโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ตามนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่ได้ประกาศหาเสียงไว้ เพื่อมุ่งสร้างความนิยมทางการเมือง จนอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบการเงินการคลังของประเทศ ซึ่งอาจมีมูลเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172
โดยผู้ถูกกล่าวหาคือ “เศรษฐา” พร้อมด้วย ครม.ในยุคเศรษฐา พ่วงพระชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และกรณินทร์ กาญจโนมัย รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ในฐานะที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสนอขอปรับลดหรือเปลี่ยนแปลงรายการงบประมาณของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐจำนวน 5 แห่ง วงเงินรวม 35,000 ล้านบาท
กรณี ป.ป.ช.ยกเหตุอันควรสงสัยนั้น เป็นไปตาม พ.ร.ป.ป.ป.ช. มาตรา 35 ซึ่งมี “ไม่บ่อยครั้ง” ที่จะถูกหยิบยกขึ้นมาใช้ เว้นแต่พยานหลักฐานค่อนข้างน่าเชื่อถือและ “มีมูล” ทว่ากรณีของ “เศรษฐา-พวก” นั้น ในเมื่อ ป.ป.ช.มีมติ “ยกคำร้อง” ในเรื่องการแปรญัตติงบประมาณ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 ไปแล้ว ไฉนถึงกลับมา “เล่นงาน” ในเรื่องดังกล่าว โดยพลิกประเด็นไปสอบกรณีกล่าวหาตามมาตรา 157 แทน
ทั้งที่นโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท คือนโยบายของ “รัฐบาลเพื่อไทย” ที่แถลงผ่านรัฐสภา ซึ่งมีความจำเป็นต้องดำเนินการ มิฉะนั้นอาจถูกร้องเรียนได้ และในเมื่อรัฐบาลดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวแล้ว ไฉนจึงถูกเล่นงานในข้อกล่าวหา “ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่”
อีกเรื่องนี้ถูกหลายคนตั้งคำถามว่าส่อ “ซ้ำรอย” กับโครงการรับจำนำข้าว ในยุค “รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ที่ดำเนินนโยบายจำนำข้าว ซึ่งเป็นนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา แต่กลับถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. เข้าตรวจสอบฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ อย่างไรก็ดีต้องแยกประเด็นให้ชัดเจนก่อน
กรณีโครงการรับจำนำข้าว เกิดกรณีการทุจริตระบายข้าวจีทูจีเกิดขึ้น ทำให้ ป.ป.ช.ต้องเข้าไปดำเนินการไต่สวน แต่กรณีการปรับลดงบประมาณของ “ครม.เศรษฐา” นั้น ยังมิปรากฏข้อมูล ข้อเท็จจริง หรือพยานหลักฐานอื่นใดว่าเกิดการทุจริตขึ้น ไฉน ป.ป.ช.จึงยก “เหตุอันควรสงสัย” มาดำเนินการ
เรื่องสองคดีบังคับโทษจำคุก “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ กรณีมีข้าราชการระดับสูง ถูกกล่าวหาว่าเอื้อประโยชน์ให้แก่ “ทักษิณ” ถูกส่งตัวไปพักรักษาอาการป่วยที่ชั้น 14 รพ.ตำรวจ โดยมิชอบ ซึ่งบทสรุปสุดท้ายหลายคนทราบกันไปแล้วว่า ศาลฎีกา มีคำสั่งบังคับโทษ “ทักษิณ” ให้กลับไปจำคุก 1 ปี ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ขณะเดียวกัน ป.ป.ช.ดำเนินการไต่สวน 12 เจ้าหน้าที่รัฐ ที่ถูกกล่าวหาว่ามีพฤติการณ์ส่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ “ทักษิณ”
แต่เงื่อนปมที่น่าสนใจ เรื่องนี้มีบุคคลบางกลุ่มยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อให้บังคับโทษแก่ “ทักษิณ” แต่ศาลฎีกามีมติไม่รับคำร้องไว้พิจารณาเนื่องจาก มิใช่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง แต่ศาลฎีกาได้ยกเหตุ “ไต่สวนเอง” โดยระบุว่า เมื่อความปรากฏต่อศาลว่า อาจมีการบังคับตามคำพิพากษาที่ไม่เป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดของศาลนี้ ศาลย่อมมีอำนาจไต่สวน ซึ่งอยู่ในอำนาจศาลตาม พ.ร.ป.วิธีพิจารณาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ประเด็นนี้น่าสนใจ เพราะกรณีกล่าวหา “คดีชั้น 14” นั้น ในทางการไต่สวนที่มีผู้ไปร้องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. มิได้มีการกล่าวหาชื่อ “ทักษิณ” โดยตรง แต่เป็นการกล่าวหา “เจ้าหน้าที่รัฐ” ที่อาจเอื้อประโยชน์ให้แก่ “ทักษิณ” เพื่อถูกส่งตัวออกจากเรือนจำ ไปพักรักษาตัวชั้น 14 เท่านั้น
ดังนั้นในเมื่อไม่มีการกล่าวหา “ทักษิณ” ในคดีนี้ ไม่มีแม้แต่ชื่อตกเป็น “จำเลย-ผู้ถูกกล่าวหา” ว่าได้กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อให้ตัวเองได้รับประโยชน์ดังกล่าว ทว่ากลับถูกบังคับโทษให้กลับเข้าไปจำคุก เนื่องจากมีพฤติการณ์เชื่อได้ว่า เจ้าหน้าที่รัฐ ส่อเอื้อประโยชน์ให้เขา ถูกส่งตัวไปชั้น 14 ทำให้บางฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ถึงความ “สมเหตุสมผล” ของเรื่องนี้ อย่างไรก็ดีฝ่าย “ทักษิณ” และ “ครอบครัวชินวัตร” ต่างยอมรับคำพิพากษาของศาลฎีกาดังกล่าว ปัจจุบัน “ทักษิณ” ถูกส่งตัวไปจำคุกตามกำหนดโทษ 1 ปีในเรือนจำ
เรื่องสามเงื่อนงำการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็น “หมุดหมายสำคัญ” ในการรื้อสางโครงสร้างการเมืองไทย ซึ่งฟอนเฟะอย่างหนักภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ “เซาะกร่อนบ่อนทำลาย” สถาบันทางการเมืองให้อ่อนแอ เปิดช่องให้ “สารพัดงูเห่า” กลับเข้ามาเลื้อยในสภาฯอีกครั้ง
“ค่ายแดง-ส้ม” คือ 2 หัวขบวนสำคัญที่ต้องการร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญ เปิดทางให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยกลไกเนื้อในต่าง ๆ ค่อยไปว่ากันในชั้นการพิจารณาของ กมธ. แต่ประเด็นสำคัญที่สุดคือ ในการส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ตีความว่า สภาฯมีอำนาจหน้าที่แก้ไขรัฐธรรมนูญได้หรือไม่นั้น
ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐสภา แต่กลับได้ “วินิจฉัยเกินคำขอ” มาด้วย นั่นคือ “รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง” นั่นจึงทำให้ “ปิดประตู” ให้ “ภาคประชาชน” เข้ามามีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ดับฝัน “รัฐธรรมนูญธงเขียว” ปี 2540 โมเดลลงไป
เรื่องนี้น่าสนใจ เพราะไม่บ่อยครั้งนักที่ศาลรัฐธรรมนูญ จะมีคำวินิจฉัยในลักษณะ “เกินคำขอ” เช่นนี้ และด้วยคำวินิจฉัยดังกล่าว ส่งผลกระทบอย่างหนักในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน ต้องเปลี่ยนสูตรกันมากมาย เพื่อให้ “ลงล็อก” และ “ไม่ขัดคำวินิจฉัย” และอาจทำให้กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ไม่อาจยึดโยงกับภาคประชาชนได้อย่างที่คาดหวังกันไว้
ทั้งหมดคือ 3 เงื่อนปมที่น่าสนใจถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์กลไก “นิติสงคราม” สร้างความฉงนสนเท่ห์แก่สาธารณชนโดยทั่วไปจำนวนไม่น้อย ที่แม้จะเคารพในคำพิพากษา-คำวินิจฉัยของศาล แต่มีคำถามว่าปฏิบัติการ “ยุติธรรม... อำพราง” มีผู้บัญชาการอยู่ฉากหลังหรือไม่





