สถานการณ์ไทย-กัมพูชา ที่กำลังเขาสู่โหมดตรึงเครียดอีกครั้งหลังเกิดเหตุทหารเหยียบกับระเบิด บริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ขณะปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนเส้นทาง เป็นเหตุให้กำลังพล ได้รับบาดเจ็บ 2 นาย เมื่อช่วงเช้าวันที่10 ต.ค.ที่ผ่านมา นำมาสู่การประกาศมาตรการตอบโต้สูงสุดจากฝั่งไทยเพื่อแสดงท่าทีประท้วงไปยังกัมพูชา
กระทั่งวันที่12 พ.ย. เวลา 16.10 น. ได้เกิดเหตุการใช้อาวุธปืนยิงมาจากฝั่งกัมพูชา มายัง บ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว โดยคาดว่าเป็นอาวุธปืนเล็ก AK-47 จำนวนประมาณ 30 นัด โดย กกล. บูรพา ได้ยิงเตือนและดำเนินการโต้ตอบเหตุการณ์ ใช้เวลาประมาณ 10 นาที ก่อนสถานการณ์จะสงบลง ตรวจสอบฝ่ายไทยไม่ได้รับการสูญเสีย
ต้องจับตามาตรการรุกกลับจากฝั่งไทย โดยเฉพาะการมอบอำนาจกองทัพในการดำเนินการขั้นเด็ดขาด หลังสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธาน ได้ให้อำนาจกองทัพเบ็ดเสร็จแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมอนุมัติให้ใช้การปฏิบัติการทหาร ตามพระราชบัญญัติการจัดระเบียบราชการ กระทรวงกลาโหมพุทธศักราช 2551 มาตรา 39 มอบอำนาจให้ พล.อ.อุกฤษฏ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด(ผบ.ทสส.) เป็น ผู้บัญชาการศูนย์บัญชาการทางทหาร(ศบท.)ได้สั่งการให้กองทัพบกใช้แผนจักรพงษ์ภูวนารถซึ่งเป็นแผนเผชิญเหตุ ตามแผนป้องกันประเทศฝั่งตะวันออก
โดยมี พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ มีอำนาจในการบัญชาการและการใช้กำลังทางบก และร้องขอการสนับสนุนกำลังทางอากาศ และทางเรือ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติของกำลังทางบก ตามแผนเผชิญเหตุ
สำหรับการปฏิบัติการทางทหาร มี 2 ขั้น ปัจจุบันอยู่ในขั้นปกติ คือ การเตรียมพร้อมด้านกำลังทหาร อาวุธ ยุทโธปกรณ์ เพื่อรอคำสั่งไปสู่ขั้นปฏิบัติ โดยพิจารณาสถานการณ์ ห้วงเวลาที่เหมาะสม
สำหรับขั้นการปฏิบัติการ เป็นใช้อาวุธยิงสนับสนุนของกองทัพภาคที่ 2 และการยิงสนับสนุนทางอากาศจากกองทัพอากาศ โดยมีเป้าหมายคือ ที่ตั้งกองกำลังทหารฝ่ายกัมพูชา เพื่อระงับเหตุการณ์ โดยไม่มีการใช้อาวุธต่อเป้าหมายฝ่ายพลเรือนกัมพูชา ทั้งนี้ หากไม่สามารถระงับสถานการณ์ความรุนแรงหรือการใช้กำลังของฝ่ายตรงข้าม กองทัพจะพิจารณายกระดับการใช้กำลัง สู่ขั้นการป้องกันประเทศในระดับต่อไป
ล่าสุด พล.อ. อุกฤษฏ์ ระบุว่า ไม่มีความจำเป็นต้องเรียกประชุมคณะผู้บัญชาการทหาร เนื่องจากให้เหล่าทัพยึดตามมติเดิมที่ยังไม่ได้ยกเลิก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับมติเดิมของคณะผู้บัญชาการทหาร ประกอบด้วย มติเมื่อ 24 ก.ค.2568 ให้ใช้แผนจักรพงษ์ภูวนารถ
มติเมื่อ 19 ก.ย.2568 1. คงการปิดด่านชายแดน 2.สร้างความมั่นคงชายแดนโดยการสร้างแนวรั้ว และลาดตระเวน และ 3. ยืนยันการใช้กฎการใช้กำลัง (ROE) เพื่อป้องกันตนเอง หากมีการกระทำที่เป็นปรปักษ์
มติ เมื่อ 7 ต.ค.2568 1.ใช้กฎอัยการศึก 2. เตรียมแผน และ กฎการใช้กำลังที่เป็นไปตามกฎหมาย 3. ทุกส่วนสนับสนุนฝ่ายทหาร
จ่อคุย“เตีย เซยฮา” หยุดปฏิบัติการทหาร
ส่วนท่าที พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์แนวชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว ภายหลังฝ่ายกัมพูชายิงเข้ามายังฝั่งไทย ว่า เป็นไปตามสถานการณ์ ซึ่งตนได้เน้นย้ำไป 2 มาตรการ คือ เรามีการระงับปฎิบัติการตามปฏิญญาแล้ว และ ต้องปกป้องพื้นที่ที่อยู่ในเขตอธิปไตยของไทยตามกฎการใช้กำลัง ซึ่งเชื่อว่าเหตุการณ์เมื่อวานนี้ (11พ.ย.) เป็นการยั่วยุ โดยทางกองกำลังบูรพา กองทัพภาคที่ 1 ก็ใช้ความระมัดระวัง ที่จะดำเนินการในพื้นที่ที่มีพลเรือนอาศัยอยู่ ได้แต่ยิงตอบโต้เพื่อให้เขารับทราบว่าอย่ากระทำอย่างนี้อีก เนื่องจากพื้นที่นั้นมีพลเรือนอาศัยอยู่ จึงไม่น่ากระทำ
ซึ่งตนได้โทรหา พล.อ.เตีย เซยฮา รมว.กลาโหมกัมพูชา การปฎิบัติการในพื้นที่พลเรือน แม้จะบอกว่าไม่เจตนาก็ตาม แต่ก็ยังเป็นพื้นที่พลเรือน
เมื่อถามย้ำว่า พล.อ.เตีย เซยฮา ได้ระบุอย่างไรบ้าง พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า เขาได้พูดเหมือนกับที่กระทรวงกลาโหมกัมพูชาแถลงออกมา
ส่วนที่ทางกัมพูชาอ้างว่ามีพลเรือนกัมพูชา บาดเจ็บ 3 ราย เสียชีวิต 1 ราย พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า เราไม่ได้รับทราบว่ามีพลเรือนอยู่บริเวณ ในเมื่อทหารกัมพูชายิงเข้ามาฝั่งเรา ทางเราก็ต้องตอบโต้ ซึ่งครั้งก่อนจะเห็นว่าการยั่วยุเป็นการยิงปืนขึ้นฟ้า แต่ในครั้งนี้ยิงมาระดับบุคคล แสดงว่ามุ่งหวังชีวิต ซึ่งเรามีหลักฐานคือรอยกระสุนบริเวณบังเกอร์
ดังนั้นเราต้องยิงตอบโต้ ซึ่งเป็นไปตามกฎใช้กำลังอยู่แล้ว สิ่งที่เขาไม่ควรกระทำอย่างยิ่งคือการปฏิบัติในพื้นที่ที่มีพลเรือนอยู่ อีกทั้งฝ่ายกัมพูชาก็ทราบดีอยู่แล้วว่าบริเวณนั้นมีพลเรือนอยู่ ซึ่งตนยังมองด้วยซ้ำว่าพลเรือนที่อยู่บริเวณนั้นมาร่วมอยู่ด้วย
เมื่อถามว่าทางฝ่ายกัมพูชาต้องการยั่วยุให้เกิดสงครามใช่หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ตนไม่คิดถึงขนาดนั้น ไม่อยากให้เรียกว่าสงคราม ซึ่งจะดูหนักเกินไป แต่เป็นการจัดฉากเพื่อให้เกิดการปะทะ ว่าเขาเป็นฝ่ายถูกกระทำ
เมื่อถามว่า พล.อ.เตีย เซยฮา ไปขอให้มีการเจรจาขึ้นหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ขออนุญาตที่จะไม่พูด เพราะเป็นการพูดคุยกันส่วนตัว คล้ายโฟว์อาย แต่จุดยืนของเรายังคงเหมือนเดิมคือจะไม่มีการประชุมจีบีซี ซึ่งจะเกิดขึ้นปีละ 1 ครั้ง
ซึ่งที่ผ่านมาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญ โดยต่อจากนี้ไปจะไม่มีอีกแล้ว เพราะมองว่าไม่มีประโยชน์ รวมถึงปีหน้าก็คงจะไม่มี ต่อไปก็ให้ใช้กลไกของรัฐบาล หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็ให้ว่ากัน ในส่วนของจีบีซี ไม่มีอะไรคืบหน้าและไม่ปฏิบัติตามปฏิญญา ประชุมไปก็เปลืองภาษีประชาชน
ในขณะที่คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ยังคงปฏิบัติงาน เหตุการณ์ที่บ้านหนองหญ้าแก้วก็ต้องพิสูจน์ทราบต่อไป ซึ่งเป็นข้อตกลงของประเทศอาเซียน ไม่เกี่ยวกับปฏิญญสันติภาพ
เมื่อถามว่าจะมีมาตรการอื่นอีกหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ถ้าเป็นพื้นที่ที่ไม่มีพลเรือน ก็ปฏิบัติตามลำดับขั้นตอนได้เลย แต่ตนไม่ขอลงรายละเอียด
ซัดกัมพูชาทำตัวขวางสันติภาพ
ด้าน พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึง ประเด็นสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ที่ปัจจุบันได้กลับเข้าสู่ความตึงเครียดอีกครั้งว่า ฝ่ายกัมพูชายังคงมีท่าทีเป็นปรปักษ์ต่อฝ่ายไทยมาอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะในเรื่องของการลักลอบวางทุ่นระเบิด โดยในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ได้เกิดเหตุการณ์ และตรวจพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 หลายครั้ง เหตุการณ์ทั้งหมดมีลักษณะต่อเนื่องและเข้าข่ายเป็นการละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศอย่างชัดเจน รวมทั้งหมด จำนวน 17 ทุ่น
การกระทำดังกล่าว นอกจากจะเป็นการขัดขวางกระบวนการสันติภาพในพื้นที่ชายแดนที่กำลังเดินหน้าไปด้วยดีแล้ว ยังเป็นการละเมิดข้อตกลงระหว่างกันและอนุสัญญาออตตาวา
นอกจากนี้ กัมพูชาได้มีการเผยแพร่ข่าวปลอม บิดเบือนข้อมูลในหลายประเด็นโดยไม่อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงแต่อย่างใด อาทิ การเสียชีวิตของเชลยศึก การกล่าวหาว่าทหารไทยเปิดฉากยิงใส่ประชาชนกัมพูชาก่อน เป็นต้น
ต่อกรณีนี้ จะเห็นได้ว่าฝ่ายกัมพูชามีเจตนาที่จะไม่ปฏิบัติตามปฏิญญาร่วมไทย-กัมพูชา (Joint Declaration) และกระทำการที่แสดงออกถึงความเป็นปรปักษ์ต่อไทยอย่างชัดเจน จนนำไปสู่รัฐบาลไทยมีมติให้ระงับการดำเนินการตามข้อตกลง
โดยกองทัพบกได้ระงับการถอนอาวุธหนัก รวมถึงการส่งกลับเชลยศึกในทุกกรณี แต่ฝ่ายไทยยังคงเดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิดในเขตอธิปไตยไทยต่อไป
มท.เพิกถอนสัญชาติลูก‘ลูกก๊ก อาน’
วันเดียวกันกรมการปกครอง เผยแพร่รายงานผลการดำเนินการทางทะเบียน กรณีนายก๊อกอัน หรือ ก๊กอาน สว.กัมพูชา และบุตร โดยระบุว่า กรมการปกครอง ถอนสัญชาติ ลูก 3 คน ของนายก๊กอาน เนื่องจากได้แอบอ้างนำคนสัญชาติไทยซึ่งไม่ใช่พ่อแม่แท้จริง มาเป็นพ่อและแม่ของตัวเอง
ดังนั้น จึงถือว่าบุตรของนายก๊กอานเป็น “คนต่างด้าว ที่ไม่มีสิทธิอยู่ในประเทศไทย” จะต้องถูกดำเนินการตามกฎหมาย
จึงถือว่าบุคคลดังกล่าว ทั้ง 3 ราย นั้น ไม่มีสัญชาติไทยตั้งแต่แรก โดยมีการยกเลิกสูติบัตรที่ได้มีการแจ้งการเกิดโดยทุจริต และสำนักทะเบียนกลางได้แจ้งให้สำนักงานเขตประเวศ กรุงเทพฯ ดำเนินการจำหน่ายชื่อของบุคคลดังกล่าวออกจากทะเบียนบ้านด้วยแล้ว เมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2568 โดยทั้ง 3 คนมีทะเบียนบ้านอยู่ในเขตประเวศ กรุงเทพฯ) โดยปัจจุบันบุคคลทั้ง 3 ราย ถือว่า “เป็นคนต่างด้าวที่ไม่มีสิทธิอยู่ในประเทศไทย” และจะต้องถูกดำเนินการตามกฎหมายจากผลที่ได้มีการแจ้งการเกิดโดยทุจริตต่อไป





