วันพุธ ที่ 1 เมษายน 2569

Login
Login

กรุยทาง ‘เวทีโลก’ ฟาด ‘กัมพูชา’ ‘กู้ทุ่นระเบิด’ ใบเบิกทางใช้กำลัง

กรุยทาง ‘เวทีโลก’ ฟาด ‘กัมพูชา’  ‘กู้ทุ่นระเบิด’ ใบเบิกทางใช้กำลัง

แม้ “สภาความมั่นคงแห่งชาติ” (สมช.) โดยมี “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ และ รมว.มหาดไทย เป็นประธานอนุมัติระงับการปฏิบัติตามข้อตกลงปฏิญญา ไทย-กัมพูชา ที่ลงนามร่วมกันที่ มาเลเซีย โดยมี โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรี มาเลเซีย ประธานอาเซียน เป็นสักขีพยาน

ทั้งการถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดน ซึ่งดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้วใน เฟส 1 ประเภท ระบบจรวดหลายลำกล้องที่มีตั้งแต่ 2 ลำกล้องขึ้นไป ส่วน เฟสที่ 2 และเฟสที่ 3 ต้องระงับไว้ จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง

ครอบคลุมไปถึงการปราบสแกมเมอร์ และการจัดระเบียบชายแดน บ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว

แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า “พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์” รมว.กลาโหม ขอสงวนเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิด โดยให้เหตุผลว่าสามารถดำเนินการได้ฝ่ายเดียวในพื้นที่อธิปไตยไทย

ย้อนไปหน้านี้ ฝ่ายไทยได้เสนอ 13 พื้นที่เก็บกู้วัตถุระเบิด ประกอบด้วยพื้นที่กองกำลังบูรพา 3 พื้นที่ กองทัพภาคที่1 บ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้ว และ บ้านเนินสมบูรณ์ จ.สระแก้ว

กองทัพภาค 2 กองกำลังสุรนารี 6 พื้นที่ คือ ช่องบก-ช่องอ่านม้า จ.อุบลราชธานี , ช่องกร่าง จ.สุรินทร์, ช่องเหว จ.สุรินทร์ , ปราสาทตาควาย จ.สุรินทร์ และ บ้านสายโท 10 ใต้ จ.บุรีรัมย์

กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรี-ตราด 4 พื้นที่ คือ บ้านตะกาง อ.เมืองตราด บ้านคลองม่วง อ.เมืองตราด ,บ้านชำราก อ.เมืองตราด และบ้านโขดทราย อ.คลองใหญ่ จ.ตราด

ขณะนั้น กัมพูชาไม่ตอบรับทั้ง 13 พื้นที่ ฝ่ายไทยต่อรองลดเหลือเพียง 5 พื้นที่นำร่อง พร้อมเปิดช่องให้ฝ่ายกัมพูชาไม่ต้องมาร่วมเก็บกู้กับทีมไทย ขอเพียงไม่ขัดขวาง

พล.อ.ณัฐพล ยอมรับว่า 5 พื้นที่นำร่องเก็บกู้ทุ่นระเบิด ดำเนินการเสร็จแล้ว 4 พื้นที่ บ้านสายโท 10 ใต้ จ.บุรีรัมย์ บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว บ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว บ้านชำราก จ.ตราด เหลืออีก 1 พื้นที่กัมพูชาไม่ตอบรับ

นอกจากนี้ สมช.ยังอนุมัติให้ใช้การปฏิบัติการทางทหาร สอดคล้องกับคำสั่ง “พลเอก อุกฤษฏ์ บุญตานนท์” ผู้บัญชาการทหารสูงสุด(ผบ.ทสส.) ในฐานะ ผู้บัญชาการทางทหาร เน้นย้ำ“เหล่าทัพ” ยึดมติการประชุม คณะผู้บัญชาการทางทหาร(คบท.) ที่ยังไม่ได้ยกเลิก ประกอบด้วย

มติเมื่อ 24 ก.ค.2568 ให้ใช้แผนจักรพงษ์ภูวนารถ

มติเมื่อ 19 ก.ย.2568 1. คงการปิดด่านชายแดน 2.สร้างความมั่นคงชายแดนโดยการสร้างแนวรั้ว และลาดตระเวน และ 3. ยืนยันการใช้กฎการใช้กำลัง (ROE) เพื่อป้องกันตนเอง หากมีการกระทำที่เป็นปรปักษ์

มติ เมื่อ 7 ต.ค.2568 1.ใช้กฎอัยการศึก 2. เตรียมแผน และ กฎการใช้กำลัง ที่เป็นไปตาม กฎหมาย 3. ทุกส่วนสนับสนุนฝ่ายทหาร

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคาดเดาได้ยาก แต่หากยึดตามมติ สมช. ฝ่ายไทย ยังคงเดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งไม่ใช่เฉพาะ 5 พื้นที่นำร่องเท่านั้น จะครอบคลุม ทั้ง13 พื้นที่ และอาจเป็นมูลเหตุสำคัญไม่สามารถหลีกเลี่ยงการปะทะได้

ขณะที่ศูนย์ต่อต้านการก่อการร้าย(ศตก.) กองบัญชาการกองทัพไทย เตรียมประสาน หน่วยอรินทราช 26 (บช.น.), นเรศวร 261 (บช.ตชด.) และหน่วยคอมมานโด (บช.ก.) ขอกำลังดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับเจ้าหน้าที่เก็บกู้ทุ่นระเบิดฝ่ายไทย หลังเคยลงไปสำรวจพื้นที่ บริเวณปราสาทตาควาย และภูมะเขือ เมื่อ 21 ก.ย.ที่ผ่านมา

ด้าน กองทัพภาคที่ 2 (ทภ.2)มีคำสั่งเรียกกำลังพลที่อยู่ในช่วงหยุดพักทุกนายให้กลับเข้าพื้นที่โดยด่วน เพื่อเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ในอนาคต

ฟาก “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รมว.ต่างประเทศ เดินหน้าในเวทีต่างประเทศระดับต่างๆ หลังประท้วงกัมพูชาผ่าน “ปรัก สุคน” รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศกัมพูชา ทั้งด้วยวาจา และลายลักษณ์อักษร

จากนั้นจะทำหนังสือชี้แจง สหรัฐ-มาเลเซีย ในฐานะสักขีพยาน ต่อท่าทีฝ่ายไทยที่มีความจำเป็นระงับการปฏิบัติตามข้อตกลงปฏิญญา

นอกจากนี้ กระทรวงต่างประเทศ จะทำหนังสือประท้วงไปในกรอบอนุสัญญาออตตาวา เรื่องการห้ามใช้ทุ่นระเบิด และนำเข้าที่ประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ปลายเดือนพ.ย.นี้

ตลอดจนชี้แจงไปยังประชาคมโลก โดยจะมีการประสานข้อมูลไปยังกระทรวงกลาโหม และเหล่าทัพ เพื่อนำข้อเท็จจริงต่างๆ มาเสริมท่าทีของไทยให้มีความหนักแน่น และมีความชอบธรรมมากยิ่งขึ้น

ดังนั้นคาดได้ว่า การดำเนินการเหล่านี้ เพื่อรองรับความชอบธรรมของฝ่ายไทย หากอนาคตสถานการณ์ชายแดนพัฒนาไปสู่การใช้กําลัง

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์