วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

‘ไทย-กัมพูชา’เข้าโหมดตึงเครียด ปืนใหญ่ค้ำยัน ชิง 2 พื้นที่ส่อเดือด

‘ไทย-กัมพูชา’เข้าโหมดตึงเครียด  ปืนใหญ่ค้ำยัน ชิง 2 พื้นที่ส่อเดือด

ผู้นำไทย อนุทิน ชาญวีรกูล อนุมัติ ตอบโต้ทันควัน ตามข้อเสนอ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม ระงับการปฏิบัติตามปฏิญญา ไทย-กัมพูชา ที่ลงนามร่วมกันที่ประเทศมาเลเซีย โดยมี โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรี มาเลเซีย ประธานอาเซียน เป็นสักขีพยาน

หลังทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิด ที่ห้วยตามาเรีย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ขณะลาดตระเวน จ.ส.อ.เทิดศักดิ์ สมาพงษ์ ข้อเท้าขวาขาด 1 นาย วันที่ 10 พ.ย.2568 ส่งผลให้จำนวนทหารไทยข้อเท้าขาดเพิ่ม รวม 7 นาย

โดยไทยได้ทำหนังสือแจ้ง โดนัลด์ ทรัมป์ และคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน(AOT) กัมพูชา ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงตามปฏิญญา 4 ข้อ หนึ่งในนั้น คือ ปัญหาทุ่นระเบิด ซึ่งยังคงเป็นปรปักษ์กับฝ่ายไทย

อีกทั้งที่ผ่านมา กัมพูชาไม่ตอบรับเก็บกู้ทุ่นระเบิด 13 พื้นที่ ที่ฝ่ายไทยเสนอ จนมีการต่อรองลดเหลือเพียง 5 พื้นที่นำร่อง พร้อมเปิดช่องให้ฝ่ายกัมพูชาไม่ต้องมาร่วมเก็บกู้กับทีมไทย ขอเพียงไม่ขัดขวางก็พอ แต่ก็มีเหตุการณ์เกิดขึ้นอีกครั้ง

 

ขณะเดียวกัน พล.อ.ณัฐพล สั่งระงับการส่งตัว 18 เชลยศึกกัมพูชา ซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนตรวจสุขภาพ จากเดิมกำหนดส่งตัววันที่ 12 พ.ย.2568 บริเวณจุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี

 พื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” อยู่ด้านล่าง “ภูมะเขือ” เป็นที่วางกำลังของทหารกัมพูชาหวังบุกยึดภูมะเขือ โดยทหารไทยใช้กำลังผลักดันออกจากพื้นที่ แต่กัมพูชาใช้จังหวะทีเผลอ ลอบวางทุ่นระเบิดเส้นทางที่ทหารไทยใช้ลาดตระเวนเป็นประจำ

พล.ท.วีระยุทธ รักษ์ศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่เกิดเหตุ กำชับเตรียมความพร้อมในทุกด้าน รองรับสถานการณ์ที่จะตามมานับต่อจากนี้ 

ต้องยอมรับว่า ภายหลังนายกฯ อนุทิน ลงนามข้อตกลงที่เรียกว่าปฏิญญาไทย- กัมพูชา ที่ประเทศมาเลเซีย เร่งดำเนินการตามแผนการปฏิบัติ หรือแอกชันแพลน โดยพุ่งเป้าไปที่การถอนอาวุธหนัก ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางความไม่สบายใจของคนไทย โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ตามแนวชายแดน หากกัมพูชาไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง

‘ไทย-กัมพูชา’เข้าโหมดตึงเครียด  ปืนใหญ่ค้ำยัน ชิง 2 พื้นที่ส่อเดือด

เนื่องจากที่ตั้งอาวุธหนักของกัมพูชา เช่น BM-21 ที่เคยใช้ ยิงโดนปั๊มน้ำมัน ร้านสะดวกซื้อ ทำให้มีผู้บาดเจ็บ เสียชีวิต สถานที่ราชการได้รับความเสียหาย เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล อยู่ห่างจากชายแดนไทยเพียงอำเภอเดียว

ขณะที่ฝ่ายไทยมีที่ตั้งอาวุธหนักห่างไกลข้ามจังหวัด บางส่วนเคลื่อนย้ายกลับ จ.ลพบุรี และ จ.นครราชสีมา เช่น อาวุธยิงระยะไกล จรวดหลายลำกล้อง SR4 จำนวน 2 ระบบ

ล่าสุด มีรายงานว่า ทั้งฝ่ายไทย และกัมพูชา ได้ถอนอาวุธหนักประเภทจรวดในเฟส 1 กลับเข้าหน่วยที่ตั้งเสร็จเรียบร้อย แล้วเมื่อ 10 พ.ย.2568 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ ผู้นำไทยสั่งระงับการปฏิบัติตามข้อตกลงปฏิญญาไทย-กัมพูชา

ทว่า ฝ่ายไทยไม่เสียเปรียบ เสียแต่ทีเดียว เนื่องจากกองทัพภาคที่ 2 (ทภ.2) ทราบดีถึงข้อจำกัดดังกล่าว หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน การเคลื่อนอาวุธเหล่านี้กลับเข้าพื้นที่อาจต้องใช้เวลา จึงได้จัดลำดับการถอนอาวุธประเภทปืนใหญ่ลากจูง และอัตราจร ให้อยู่ในเฟส 2 ซึ่งมีกำหนดเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่พร้อมกันในวันที่ 22 พ.ย.

แม้กัมพูชาจะท้วงติง อยากให้ฝ่ายไทยถอนอาวุธ โดยโฟกัสปืนใหญ่ขนาด 155 มม. มาอยู่ในเฟส 1 แต่ฝ่ายไทยไม่ยินยอม โดยให้เหตุผลว่า อาวุธดังกล่าวไม่ได้ทำร้ายพลเรือนกัมพูชา ต่างจาก BM-21

สำหรับปืนใหญ่ขนาด 155 มม. เป็นอาวุธที่กัมพูชาเกรงกลัว เพราะมีอาวุธนำวิถี เป็นกระสุนระเบิดทวิประสงค์ กระทำต่อเป้าหมายทหาร หรือสิ่งปลูกสร้างที่มั่นคงแข็งแรง ใช้สำหรับการเจาะเกราะ

การทำงานของกระสุนชนิดนี้ เมื่อยิงถึงเป้าหมายที่กำหนด จะระเบิด และปล่อยลูกระเบิดย่อยแบบ M85 ออกมา ซึ่งลูกระเบิดย่อยจะทำงาน และระเบิดตัวเองโดยอัตโนมัติ

ปัจจุบัน สถานการณ์ไทย-กัมพูชา กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง ไม่ต่างกับการปะทะรอบแรก ที่มูลเหตุมาจากทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดข้อเท้าขาดไปหลายนาย

วันนี้ 11 พ.ย.2568 นายกฯอนุทิน เป็นประธานประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) โดยมี กระทรวงกลาโหม กระทรวงต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย ผู้บัญชาการเหล่าทัพ เข้าร่วม เพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อตอบโต้กัมพูชา

ดังนั้นให้จับตา “ภูมะเขือ” จ.ศรีสะเกษ พื้นที่ใกล้กับปราสาทพระวิหาร ซึ่งมีกองกำลัง BHQ ตั้งกองบัญชาการ จ้องจะยึดคืนจากฝ่ายไทย และปราสาทตาควาย อ.พนมดงรักษ์ จ.ศรีสะเกษ ที่ฝ่ายไทยเตรียมยึดคืนจากกัมพูชา ขึ้นอยู่กับว่าฝ่ายใดจะเปิดก่อนกัน 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์