ผ่านไป 1 เดือนกว่า ตั้งแต่รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล เข้าทำเนียบรัฐบาล บริหารงานประเทศ โดยมีเงื่อนไขยุบสภาภายใน 4 เดือน ตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับ “พรรคประชาชน”
“นายกฯ อนุทิน” ประกาศในช่วงแถลงนโยบายรัฐบาลต่อที่ประชุมรัฐสภา วางไทม์ไลน์ยุบสภาวันที่ 31 ม.ค.2569 ก่อนจะจัดให้มีการเลือกตั้งภายใน 45-60 วัน ระหว่างนี้ จะขับเคลื่อนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาของกรรมาธิการ วางคิวทำประชามติพร้อมกับวันเลือกตั้ง
จุดเสี่ยงของ “รัฐบาลเสียงข้างน้อย” คือ เสถียรภาพไม่เข้มแข็งมากพอ แม้จะผูกเงื่อนไขแก้รัฐธรรมนูญเอาไว้เป็นหลักประกัน ไม่ให้ “พรรคประชาชน” ล้มรัฐบาลก่อน 4 เดือน
ทว่า “พรรคเพื่อไทย” คิดคนละสูตรกับ “พรรคประชาชน” โดยวางคิวอภิปรายไม่ไว้วางใจ “รัฐบาลอนุทิน” ทันที หลังจากเปิดสมัยประชุมสภาฯ ในวันที่ 12 ธ.ค.68 เพราะอ่านเกมแล้วว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ แค่เงื่อนไขปาหี่ ถึงอย่างไรก็ต้องโดนคว่ำในขั้นของ สว.
อีกทั้ง “ค่ายสีแดง” รอให้ “ค่ายสีน้ำเงิน” อยู่ในอำนาจนานไม่ได้ เพราะรู้อิทธิฤทธิ์ของ “ครูใหญ่” ที่สามารถวางกลไกเครือข่ายอำนาจ ทั้งฝ่ายปกครอง-ท้องถิ่น-ตำรวจ ซึ่งเป็นปัจจัยชี้ขาดผลการเลือกตั้งแบบฉบับ “บ้านใหญ่” ได้
ขณะเดียวกัน “เนวิน-อนุทิน” ประเมินแล้วว่า หากโดนกระแสซัดหนัก “ไพ่ยุบสภา” อาจจะถูกหยิบมาใช้ เร็วขึ้น เพื่อรักษาคะแนนนิยมที่ยังอยู่ในระดับพอสู้ได้ ในสนามเลือกตั้งปี 2569
เนื่องจาก “ขุนพลสีส้ม” ขยับยุทธศาสตร์ “มีเทา ไม่มีเรา” แม้จะพุ่งเป้าโจมตี “พรรคกล้าธรรม” และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ รมว.เกษตรและสหกรณ์ แต่ “อนุทิน” ย่อมไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้เช่นกัน
โฟกัสหลัก คือ ปัญหา “สแกมเมอร์” กำลังคุกคามความเชื่อมั่นในตัว “อนุทิน” ที่แม้จะแอกชันมากขนาดไหน ผลลัพธ์ก็อาจจะยังไม่ถูกใจประชาชนเท่าที่ควร
อนุทิน แทบจะเหลือทางออกเดียวคือ หนีเกมเสี่ยงตายคาสภาฯ ผ่านซักฟอก ภาพการพบกันของอนุทิน และธรรมนัส ถูกตั้งข้อสังเกตว่า ภูมิใจไทย และกล้าธรรม ยังเหนียวแน่น ตอนนี้ตัดกันไม่ขาด ต้องกระเตงไปแบบนี้
เพราะหากชาติมหาอำนาจไม่ใช้ยาแรงกับกัมพูชา ทั้งสหรัฐอเมริกา ยึดคริปโต “เฉิน จื้อ” ที่ปรึกษานายกฯ กัมพูชา ผู้ก่อตั้งกลุ่มธุรกิจ Prince Group มูลค่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ประกาศให้เป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ สหราชอาณาจักร ยึดทรัพย์สิน โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ในกรุงลอนดอน หรือเกาหลีใต้ ที่กดดันกัมพูชาบุกถึงที่จนช่วยเหลือคนของเขาออกมาได้ และลุยตรวจสอบบริษัทต้องสงสัยที่โยง Prince Group
ปฏิบัติการของ 3 ชาติ ปลุกคนไทยที่อยากเห็น “เครือข่ายธุรกิจสีเทา” ที่เป็นท่อน้ำเลี้ยงให้ครอบครัวผู้นำกัมพูชาสิ้นลาย แต่หันมองรัฐบาลไทย ดูจะยังทำให้คนในประเทศสมหวังไม่ได้
ที่สำคัญยังมีคนไทยตกค้างในกัมพูชา ทั้งเหยื่อที่ถูกหลอกไปทำสแกมเมอร์ และคนที่สมัครใจ ทางการไทยช่วยกลับมาเหมือนเกาหลี ได้หรือไม่ ทั้งที่มีข่าวการเสียชีวิตของคนไทยตกตึกอยู่เป็นระยะ มาตรการเชิงรุกเรื่องนี้ไม่เคยมีใครพูดถึง
โดย 1 ใน 4 เงื่อนไข ลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา การปราบสแกมเมอร์ น่าจะเป็นเงื่อนไขยากที่สุด การบอกให้กัมพูชาต้องจัดการให้เรียบร้อย ครอบครัวผู้นำประเทศนั้นจะว่าง่ายตามไทย ยอมตัดเส้นเลือดใหญ่ของตัวเอง
กรณีที่กองทัพบกเตรียมปล่อยตัว 18 เชลยคืน 12พ.ย.นี้ ทั้งที่ 4 เงื่อนไข กัมพูชายังไม่ได้ทำให้เห็นเป็นรูปธรรมด้วยซ้ำ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ นายกฯ และใครต่อใครพูดจาขึงขัง แต่วันนี้กลับดูยอมง่ายไปหมด
การประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี นัดแรก เมื่อ 20 ต.ค.2568 “อนุทิน” เป็นประธาน และตั้ง 3 คณะอนุกรรมการ โดยมี พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ปราบปรามและกรณีฟอกเงิน ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กำหนดแนวทางป้องกัน และพล.ต.อ.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ประชาสัมพันธ์ และเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ถูกตั้งให้สอบเส้นทางการเงิน
หลังการประชุมปราบสแกมเมอร์นัดแรก จึงเป็นที่มาของการตัดเน็ตฝั่งกัมพูชา ปปง.ยึดทรัพย์ ลี ยองพัด สว.กัมพูชา คนสนิทฮุน เซน 70 ล้าน ในประเทศไทย และถอนสัญชาติไทย รวมถึง “ก๊ก อาน” ที่ถูกยึดทรัพย์กว่าพันล้าน ถูกออกหมายจับ ตั้งแต่ก่อนอนุทินเป็นนายกฯ พออนุทิน เข้ามา ก็มีการพูดกันว่า จะถอนสัญชาติคนในครอบครัวตามมา
การพบกันระหว่าง “อนุทิน” กับ “ทูตสหรัฐฯ” มีการตกลงแลกเปลี่ยนข้อมูล และรายชื่อผู้เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ ต้นพ.ย.นี้ น่าสนใจว่ารายชื่อที่สหรัฐฯ จะส่งให้ไทย มีปรากฎผู้เกี่ยวข้องคนไทย โดยเฉพาะนักการเมือง และบุคคลที่ใกล้ชิดรัฐบาลหรือไม่
รวมถึงการที่อนุทินไปประกาศในช่วงอาเซียนซัมมิต ไทยเสนอตัวเป็นเจ้าภาพปราบสแกมเมอร์ ร่วมกับจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้า ขณะที่กระทรวงยุติธรรม ก็นั่งไม่ติด หลังรัฐบาลโดนขย่ม มี 7 นักการเมืองเอี่ยว ก็ต้องขยับสอบเส้นเงิน นักการเมือง ช. ที่ตกเป็นข่าว
ฟากตำรวจมีการมอบหมาย พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผบ.ตร. เป็นหัวหน้าคณะลงนามในแผนปฏิบัติการความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ หลอกลวงทางไซเบอร์ ค้ามนุษย์ ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติไทย และกัมพูชาเพื่อกำหนดแอกชันแพลน
โดย “บิ๊กก้อง” ยังเสนอให้ส่งตำรวจไทยไปกัมพูชา เพื่อสังเกตการณ์ปราบสแกมเมอร์ แต่อนุทิน ตอบเรื่องนี้ไม่เต็มปาก โยนถาม ผบ.ตร.อ้างนโยบายของรัฐบาลมีความชัดเจน จะไปสั่งข้ามหัวใครคงไม่ได้
ล่าสุด รัฐบาลลงนาม MOU15 หน่วยงาน ประกาศสงครามสแกมเมอร์ กับปฏิบัติการเชิงรุก 5 ด้าน ดูไปก็เป็นการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว แต่ระบบไทยสไตล์ อีเวนต์ตีฆ้องร้องป่าวต้องมาก่อนเสมอ
ทว่า การขยับของ “อนุทิน” ยังไม่สามารถสร้างแรงกระเพื่อมได้มากพอ เนื่องจากกระแสสังคมพุ่งเป้าไปที่ “ธรรมนัส” เนื่องจาก “นักการเมือง ช.” ถูกออกมาเปิดเผยว่าสังกัด “พรรคกล้าธรรม”
ขณะเดียวกันยังมีเงื่อนปมคาใจสังคมอย่างกรณีของ “วรภัค ธันยาวงษ์” อดีต รมช.คลัง ซึ่งมีการโยงชื่อไปเกี่ยวข้องกับกลุ่มธุรกิจ BIC Group ในกัมพูชา จน “อนุทิน” ให้เซ็นใบลาออก เพื่อกลบกระแสลบของรัฐบาล
นอกจากนี้ ฉากรบระหว่าง “ธรรมนัส - กล้าธรรม” กับ “พรรคประชาชน” ยังมีการเปิดประเด็นอย่างต่อเนื่อง อาทิ โควตาสลากกินแบ่งรัฐบาล โครงการของกระทรวงเกษตรฯที่มีการซอยงบโครงการละ 5 แสน การบริหารสมาคมกีฬา เป็นต้น ยิ่งทำให้ “รัฐบาลอนุทิน” ติดอยู่ในกระแสลบ ผิดกับช่วงฮันนีมูนที่ความนิยมพุ่งสุดขีด
ล่าสุด “อนุทิน” ตอบคำถามหากโดน “ฝ่ายค้าน” ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า “การอภิปรายไม่ไว้วางใจ อภิปรายโดยอะไร วัตถุประสงค์อะไร ถ้าวัตถุประสงค์แบบที่มาทำเพื่อให้เกิดการล้างแค้น เอาคืนแบบนี้ ถามผมกว่าสภาฯ เปิดเมื่อไหร่ เราต้องดูไทม์ไลน์ของจริงด้วย เปิด ธ.ค. ผมก็ตั้งใจจะยุบสภา 31 ม.ค.69 อยู่แล้ว”
“ผมคงไม่ปล่อยให้ใครมาด่ารัฐบาลเล่นๆ ฟรีๆ ถ้าเกิดมันเป็นเกมการเมือง แล้วเกิดรัฐบาลมันสู้เกมการเมืองไม่ได้ ก็ยุบสภาไป ห่างกันแค่เดือนเดียวคงไม่ได้เกิดความแตกต่างอะไรมากนัก เพราะฉะนั้นเราจะไปตื่นเต้นกับสิ่งเหล่านี้ไม่ได้”
ถือเป็นการส่งสัญญาณยุบสภาจากปาก “นายกฯ อนุทิน” ครั้งแรก ซึ่งทำให้ “คนการเมือง” อ่านเกม “ค่ายสีน้ำเงิน” เตรียมทางหนีทีไล่ หาก “ขั้วฝ่ายค้าน” เตรียมจะยื่นซักฟอก
หลังจากนี้จนถึงวันที่ 12 ธ.ค.68 ซึ่งจะเปิดสมัยประชุมสภาฯ ต้องจับตาว่า“อนุทิน” จะแก้สถานการณ์ เก็บแต้มทิ้งทวนอย่างไรบ้าง เพราะการยุบสภา จะมีเพียงเดดไลน์เดียว คือ ก่อนวันที่ 12 ธ.ค.68 หากปล่อยให้ “ขั้วฝ่ายค้าน” ยื่นซักฟอก อำนาจยุบสภาจะหมดลงทันที ถึงวันนั้น “รัฐบาลอนุทิน” คงโดนชำแหละแบบลากไส้กลางสภา อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





