“รัฐบาล” ตั้งโต๊ะแถลง ไทย-กัมพูชา พื้นที่ติดกัน ไม่อยากให้ปชช.อยู่อย่างหวาดผวา ต้องหาทางออกข้อพิพาท ‘กห.’ แจงถอนอาวุธหนัก แต่ทหารยังวางกำลังในพื้นที่ ชี้ โดนขวางกู้ระเบิดมีกลไกเจรจา “กรมสนธิสัญญาฯ” เผย จ่อจัดทำหมุดเขตแดนชั่วคราวบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว 17พ.ย.นี้ “ตร.” โว ประสานปราบสแกมเมอร์ตั้งแต่ปี64 มอบ “ธนา ชูวงศ์” ผอ.ศูนย์ฯ “จิรภพ-ไตรรงค์” ร่วม
ที่ทำเนีบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะ ร่วมแถลงความคืบหน้าจากผลการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรี และ นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ลงนามสันติภาพ (Joint Declaration) และการประชุมที่เกี่ยวข้อง (JBC และ GBC) ว่า เดิมไทยและกัมพูชามีความสัมพันธ์ที่ดี จนกระทั่ง มี.ค.-เม.ย.ที่ผ่านมา เกิดความไม่สงบจากการรุกล้ำมีการขุดคูเลต และก.ค. ทหารไทยสูญเสียขา3ราย จากการเหยียบกับระเบิดในพื้นที่ตรวจการฝ่ายไทย 24ก.ค.ระเบิดลูกแรกของกัมพูชาตกใส่ปั้มน้ำมัน ที่จ.ศรีสะเกษ นำมาซึ่งความสูญเสียที่หนักหนาสาหัสเหลือเกินต่อคนไทย พลเรือนเสียชีวิต8ราย 1ในนั้นมีเด็ก8ขวบ ความเจ็บช้ำครั้งนี้เป็นสิ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้ว่าเรามีความโกรธแค้น จากนั้นมีการโต้ตอบกัน4วัน5คืน เราสูญเสียทหารนับ 10 ราย บาดเจ็บอีก666คน จนกระทั่ง28ก.ค.มีข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ 96วัน
นายสิริพงษ์ กล่าวว่า สถานการณ์จากนี้ปฎิเสธไม่ได้ว่าเมื่อเรามีพื้นที่ติดกัน เราไม่ได้ลืมความเจ็บแค้น แต่วันนี้เรากำลังพูดกันว่าเมื่อผืนดินติดกันแล้วข้อเท็จจริงนี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เราจะเดินหน้าอย่างไร หวังให้ประชาชนในพื้นที่บริเวณนั้นตื่นมาพร้อมกับรถถัง ปืนใหญ่หรือไม่ ทุกท่านคงไม่คิดเช่นนั้น เราไม่หวังให้ประชาชนอยู่กับความหวาดผวาว่าวันนี้จะต้องอพยพหรือไม่ เชื่อว่าคนไทยอยากเห็นการใช้ชีวิตของคนในประเทศเป็นปกติสุข โดยที่เราไม่สูญเสียดินแดนของเราแม้แต่หนึ่งตารางเซนติเมตร วันนี้มาถึงจุดที่เราจะต้องเดินหน้าหาทางออกกรณีพิพาท หนึ่งในขั้นตอนที่ยึดโยงจากข้อตกลงหยุดยิงเมื่อ28พ.ค. คือแนวทางจะปฏิบัติต่อกันอย่างไร ซึ่งเรายืนยันใน4ข้อตกลงหลัก ซึ่งมีการลงนามเพิ่มเติม หรือ Joint Declaration
ขณะที่ พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า การพูดคุยเจรจาเพื่อหาข้อตกลงว่าจะทำอย่างไรให้สภาพของชายแดนสามารถกลับคืนสู่ภาวะปกติ ข้อยืนยันว่าการพูดคุยทั้งหลายไม่ว่าในกรอบหารือต่างๆ หัวใจสำคัญอยู่ที่ประชาชน ทำอย่างไรให้ฟื้นฟูหรือคืนสภาพความสงบสุขให้ประชาชน มีการกำหนดในเรื่องการถอนกำลัง เฟสแรก1-21พ.ย. ถอนอาวุธหนักที่มีอำนาจการทำลายล้างสูง เฟส2ถอนกำลังอาวุธปืนใหญ่ทุกประเภท ตั้งแต่22พ.ย.-12ธ.ค. และเฟส3 ถอนอาวุธเช่นรถหุ้มเกราะ รถถัง ตั้งแต่13-31ธ.ค. ซึ่งการถอนอาวุธนั้นจะรวมถึงการถอนกำลังทหารหรือไม่นั้น ขอยืนยันว่ากองกำลังที่วางกำลังในพื้นที่ไม่มีการถอนแต่อย่างใด ปฏิบัติหน้าที่เช่นเดิมเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ
พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า เรามีคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน หรือ AOT เพื่อติดตามสังเกตการณ์การดำเนินการถอนอาวุธของ2ฝ่าย โดยรายงานหน่วยขึ้นตรงของแต่ละประเทศ และถ้ามีปัญหาอะไร ทั้งไทยและกัมพูชา จะแจ้งAOTเพื่อกดดันอีกฝ่าย ส่วนการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน มีความสำคัญ ได้ดำเนินการไปบ้างแล้ว มีบางส่วนอาจจะถูกขัดขวางโดยทางกัมพูชา แต่มีกลไกเจรจาเพื่อให้บรรลุผล โดย13พื้นที่ปฏิบัติการ ต่างฝ่ายต่างไม่ก้าวก่ายอธิปไตยของอีกฝ่าย ส่วนการปราบสแกมเมอร์ตำรวจได้รับมอบหมาย และการบริหารพื้นที่ขัดแย้งบ้านหนองจาน หนองหญ้าแก้ว JBC ซึ่งกระทรวงต่างประเทศรับผิดชอบไปพูดคุยในเรื่องสำรวจเส้นเขตแดนให้ชัดเจน ซึ่งเป็นหนึ่งในเงื่อนไขการลงนามสันติภาพ
นายเบญจมินทร์ สุกาญจนัจที อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กล่าวว่า กลไกJBCเป็นกลไกทางเทคนิคในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน เร่งนำเทคโนโลยีภาพถ่ายทางอากาศ หรือLidar เห็นชอบให้ใช้ภายในสัปดาห์แรกเดือนธ.ค. และเร่งสำรวจจัดทำหมุดชั่วคราวอย่างเร่งด่วน บริเวณหลักเขตแดนที่42-47 บ้านหนองจาน หนองหญ้าแก้ว เพื่อให้เกิดความชัดเจนและให้หน่วยงานท้องถิ่นสามารถบริหารจัดการประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการครอบครองที่ดินในบริเวณดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และหวังว่าจะมีส่วนช่วยลดการกระทบกระทั่งและความขัดแย้งในรูปแบบต่างๆ ซึ่งการสำรวจและวางหมุดชั่วคราวนั้นตอนนี้ฝ่ายกัมพูชาอยู่ระหว่างการร่างคำแนะนำทางเทคนิค ส่วนฝ่ายไทยได้จัดทำร่างและเสนอไปแล้ว กำลังรอคำตอบอยู่ซึ่งกำหนดไว้ภายในวันที่14พ.ย. นี้ หลังจากนั้นจะเริ่มสำรวจและวางหมุดชั่วคราวภายใน17พ.ย.นี้ โดยแผนงานคร่าวๆ เริ่มจากหลักเขตแดนที่42-43 จากนั้นหลักเขตแดนที่46-47 และ43-46ตามลำดับ เมื่อทั้งสองฝ่ายดำเนินการแล้วก็ต้องนำผลเสนอรัฐบาลแต่ละฝ่ายเพื่อขอความเห็นชอบ เพื่อกำหนดกลไกที่เหมาะสม สำหรับการถือครองที่ดินของทั้ง2ฝ่ายต่อไป
“ขอย้ำว่าการวางหมุดชั่วคราว มีวัตถุประสงค์เพื่อการสำรวจเท่านั้น ไม่กระทบต่อสิทธิ์ของไทยและกัมพูชา ในเรื่องของเขตแดนทางบกตามกฎหมายระหว่างประเทศ และอีกเรื่องที่เราตกลงกันคือให้มีการประชุมJBCอีกครั้ง ต้นเดือนม.ค.69 เพื่อติดตามสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายต้องดำเนินการ” อธิบดีกรมสนธิสัญญาฯ กล่าว
พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงการปราบสแกมเมอร์ ว่า ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง นอกจากปราบปรามอย่างเข้มงวดในประเทศไทยยังมีการประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เป็นที่ทราบโดยทั่วกันว่าไซเบอร์สแกม พัฒนาไปในรูปแบบองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งมีการประสานกับทางกัมพูชาตั้งแต่ปี64 ประสานรับตัวคนไทย ทั้งที่ถูกหลอกลวงไปอยู่ในแก๊งคอลเซ็นเตอร์และที่สมัครใจ และปีนี้ก็ยังมีการประสานความร่วมมือกัมพูชา ส่งตัวคนไทยกลับมาดำเนินคดีหลายล็อตด้วยกัน มี.ค.119ราย เม.ย.56ราย พ.ค.43ราย ก.ค.4ราย ส.ค.27ราย ทั้งนี้ มีการมอบข้อมูลเป้าหมายไซเบอร์สแกมที่มีฐานในการกระทำความผิด เรามีการสืบสวน และส่งให้กัมพูชาช่วยตรวจสอบ ตอนนี้ก็อยู่ระหว่างดำเนินการ และเมื่อ23ต.ค. ผบ.ตร. มอบหมาย พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผบ.ตร. เป็นหัวหน้าคณะลงนามในแผนปฏิบัติการความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ประกอบด้วยการหลอกลวงทางไซเบอร์ และการค้ามนุษย์ ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติไทยและกัมพูชา
พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการลงนาม คือการกำหนดแอ็กชั่นแพลนร่วมกัน 8 ข้อ อาทิ 1.แบ่งปันข่าวกรอง ได้แก่ข่าวกรองทั่วไป กับที่มีเอกสารการสอบสวน ซึ่งอาจมีหมายจับ 2. เรื่องการป้องกันอาชญากรรม การแลกเปลี่ยนรายชื่อข้อมูลผู้ต้องสงสัยที่ข้ามแดนไป เพื่อให้สองประเทศป้องกันด้วยความรวดเร็ว 3. การปฏิบัติการพร้อมกันสองประเทศ หากพบมีการสั่งการข้ามแดน 4. การส่งผู้ต้องสงสัยและคุ้มครองเหยื่อ ก็จะมีการคัดกรองตามมาตรฐานสากล 5. การประชุมติดตามผล เบื้องต้นปีละสองครั้งผลัดกันเป็นเจ้าภาพ และตั้งคณะทำงานร่วมฝ่ายไทย12รายชื่อส่งให้กัมพูชาแล้ว ห้วงทำงาน2ปี ไม่แทนที่สนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่มีมาก่อน
พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ กล่าวว่า ผบ.ตร.มอบหมาย พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รองผบ.ตร. เป็นผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีพล.ต.ต.จิรภพ เป็นรองผอ.ศูนย์ รับผิดชอบการต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ มี157ชุดปฏิบัติการและพล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ เป็นรองผอ.ศูนย์ รับผิดชอบการปราบปรามพนันออนไลน์ และแพลตฟอร์มผิดกฎหมาย และยังมีการตั้งวอร์รูม ประกอบด้วย กสทช. โอเปอเรเตอร์ ธนาคารแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย และขอความร่วมมือไปยังหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เพื่อเข้ามาร่วมปฏิบัติการ





