วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม 2569

Login
Login

ปฏิญญา(ไม่)สันติภาพ จับตากลเกม‘กัมพูชา’ถอนอาวุธ

ปฏิญญา(ไม่)สันติภาพ   จับตากลเกม‘กัมพูชา’ถอนอาวุธ

การลงนามปฏิญญาเพื่อนำไปสู่สันติภาพ ระหว่าง “อนุทิน ชาญวีรกูล” ผู้นําไทย และ “ฮุน มาเนต” ผู้นำกัมพูชา ในเวทีสุดยอดอาเซียน โดยมี “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และ “อันวาร์ อิบราฮิม” นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ประธานอาเซียน ร่วมเป็นสักขีพยาน เมื่อ 26 ต.ค.2568 

เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไข ที่กัมพูชายอมรับ 4 ข้อเสนอของฝ่ายไทย ประกอบด้วย 1.ถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ 2.เก็บกู้ทุ่นระเบิด 2.ปรามปรามสแกมเมอร์ 4 จัดระเบียบพื้นที่ชายแดน

สะท้อนให้เห็นการทำงานสอดผสานระหว่าง รัฐบาล กระทรวงต่างประเทศ และกองทัพ ซึ่งมีความเป็นเนื้อเดียวกัน ผ่าน 2 เวทีทวิภาคี คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC)คณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (GBC) 

“อนุทิน” ให้ความมั่นใจต่อประชาชนว่า ในปฏิญญาที่ลงนามกับทางรัฐบาลกัมพูชา ไม่มีข้อไหนที่จะทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบ ปฏิญญานี้ไม่ใช่สนธิสัญญา ไม่ต้องเข้ารัฐสภา แต่รับรองจากคณะรัฐมนตรี 

โดย 4 ข้อนี้ ประชาชนจะเห็นได้เลยว่า จะต้องเริ่มจากฝั่งกัมพูชาก่อน เมื่อเขาเริ่ม เราจะประเมิน ดำเนินการต่อไปเพื่อจะให้เกิดสันติภาพในความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศ ยังไม่เปิดด่าน ไม่มีการดำเนินการใดๆ ยอมเสียดินแดน หรือใช้แผนที่ 1 : 200,000 ประเทศไทยไม่อยู่ภายใต้เงื่อนไขตรงนี้

“ลงนามในปฏิญญานี้แล้ว ขอย้ำนะครับ ไม่ใช่สัญญาสงบศึก ไม่ใช่ Peace Ageement เป็น Joint declaration หรือแนวทางที่จะนำไปสู่การสร้างสันติภาพ ในดินแดนทั้ง 2 ประเทศ ก็ขอให้ความมั่นใจอีกครั้ง” นายกฯอนุทิน ระบุ

ทว่า ผลลัพธ์หลังจากนี้ กัมพูชาจะปฏิบัติตามข้อตกลงปฏิญญาสันติภาพที่ได้ลงนามต่อหน้า “โดนัลด์ ทรัมป์” หรือไม่ คนชี้ขาดไม่ใช่ “ฮุน มาเนต” แต่เป็น “ฮุน เซน” ผู้เป็นบิดา

เช่นเดียวกับการประชุมระหว่างแม่ทัพภาคที่ 2 (มทภ.2)ของไทยกับผู้บัญชาการภูมิภาคที่ 4 กัมพูชา เมื่อ 25 ต.ค.2568 แม้ทั้งสองฝ่ายจะยืนยันเห็นชอบการจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ว่าด้วยการปรับอาวุธหนัก และอาวุธที่มีการยิงทำลายออกจากพื้นที่ขัดแย้ง 2 ประเทศ 

โดยให้คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (ASEAN Observer Team : AOT)ของแต่ละฝ่าย ตรวจสอบผลการปฏิบัติตาม “แผนปฏิบัติการ” ซึ่งฝ่ายไทย จัดตั้งเรียบร้อยแล้ว ยืนยันความพร้อมให้ปฏิบัติหน้าที่ได้ตั้งแต่ 26 ต.ค. 

ขณะที่ฝ่ายกัมพูชา แจ้งว่าอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อม โดยคาดว่าจะสามารถจัดตั้งคณะ AOT ได้ในวันที่ 26 ต.ค. และหลังจากนั้นจะเชิญฝ่ายไทยเข้าร่วมประชุมเพิ่มเติมภายใน 1-2 วัน เพื่อหารือ กำหนดวันเริ่มปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการ

ว่าด้วยการจัดตั้งคณะ AOT คือ หัวใจหลัก และมีความสำคัญ ฝ่ายไทยมีเจ้ากรมกิจการชายแดน กองบัญชาการกองทัพไทย เป็นผู้คัดเลือก 

สำหรับจำนวน มีรายงานว่า ไม่ถึงหลัก 10 จากชาติต่างๆ มาเป็นคณะ AOTฝ่ายไทย มีหน้าที่ไปตรวจสอบกัมพูชาเคลื่อนอาวุธที่มีอำนาจทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามอย่าง BM-21 ออกจากพื้นที่หรือไม่

แน่นอนว่า ฝ่ายกัมพูชา“ฮุน เซน” เป็นผู้คัดเลือก เบื้องต้นรับแจ้งว่า คณะ AOT กัมพูชากำหนดไว้ 45 คน ทำหน้าที่เข้ามาตรวจสอบฝ่ายไทย

จำนวนคณะ AOT แต่ละฝ่ายจะมีมากหรือน้อย ไม่ใช่ประเด็นหลัก สิ่งสำคัญ ชาติที่ฝ่ายไทยเลือก ต้องมั่นใจว่า ไว้ใจได้ จริงใจ เพราะต้องทำหน้าที่เก็บรายละเอียด ข้อมูลของฝ่ายกัมพูชา มาแจ้งฝ่ายไทยตามข้อเท็จจริง ไม่บิดเบือน

แผนปฏิบัติการของฝ่ายไทย ที่ได้แจ้งกับฝ่ายกัมพูชากำหนดไว้ 3 จุด 1.จุดเริ่ม จ.สุรินทร์ คือ จะเคลื่อนย้ายปืนใหญ่ อาวุธทำลายล้างสูงออกจากชายแดนทั้งหมดมายังจุดนี้ 2.จุดเช็คพอยท์ กำหนดโคราช จ.นครราชสีมา รองรับปืนใหญ่เคลื่อนมาจาก จ.สุรินทร์ 3.จุดจัดเก็บ จ.ลพบุรี รองรับปืนใหญ่เคลื่อนมาจากโคราช

คณะ AOT กัมพูชา จะเดินทางเข้ามาตรวจสอบทั้ง 3 จุด จุดละ 15 คนว่าฝ่ายไทยได้ดำเนินการตามแผนที่ได้แจ้งไว้หรือไม่ และนำข้อมูลไปแจ้งกับกัมพูชา

ส่วนกัมพูชา ยังไม่ได้แจ้งแผนปฏิบัติการของตัวเองให้ฝ่ายไทยทราบ เพราะต้องรอ“ฮุน เซน” เป็นผู้กำหนดการเคลื่อนย้าย BM-21 จากจุดเริ่มไปยังจุดเช็คพอยต์ และจุดจัดเก็บ

หากเป็นไปตาม ผบ.ภูมิภาคที่ 4 กัมพูชาได้แจ้งไว้กับ มทภ.2 จะนัดฝ่ายไทยประชุมเพิ่มเติม หลังวันลงนามปฏิญญา 1-2 วัน ประมาณวันที่ 27 ต.ค.หรือ 28 ต.ค. นำแผนปฏิบัติการมาแจ้งฝ่ายไทย และกำหนดวัน น. เวลา น.เคลื่อนย้ายอาวุธหนักพร้อมกัน

ทั้งนี้ อาจมองได้หลายกรณี คือ กัมพูชา ยังตั้งคณะ AOT และแผนปฏิบัติการไม่แล้วเสร็จ ตามที่กล่าวอ้าง เพราะคนที่ต้องคิดและตัดสินใจคือ“ฮุน เซน” เพียงคนเดียว ซึ่งอาจต้องใช้เวลา

ขณะที่อีกทาง อาจเป็นได้ว่าฮุน เซน กำลังเล่นแง่ ด้วยการยื้อเวลาออกไปอีก 2 วัน หวังประเมินสถานการณ์หลังลงนามปฏิญญาชิงความได้เปรียบ หรือตั้งเงื่อนไขเพิ่มเติม ก่อนส่งมอบแผนปฏิบัติการกัมพูชาให้ฝ่ายไทย และกำหนดวันเคลื่อนย้ายอาวุธหนัก

หรืออีกทางหนึ่งฮุน เซน บิดพลิ้ว ไม่ยอมปฏิบัติตามข้อตกลงในปฏิญญา เหมือนกับทุกครั้งที่แล้วมา หากเป็นเช่นนั้น กัมพูชาก็ต้องรับแรงกระแทกอย่างหนัก

ดังนั้น ไม่ว่าคำตอบจะออกมาทิศทางใด ฝ่ายไทยเตรียมแผนรองรับไว้หมดสิ้น ไม่หวั่นแม้ BM-21 ประชิดชายแดนกว่า 200 คัน