วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน 2569

Login
Login

3ร่างรธน. - 3พรรค 'ฮุบ-ฮั้ว' อำนาจ 'สสร.' แบ่งเค้ก 'ฝ่ายการเมือง'

3ร่างรธน. - 3พรรค 'ฮุบ-ฮั้ว' อำนาจ 'สสร.'  แบ่งเค้ก 'ฝ่ายการเมือง'

การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2560 ในวันที่ 14-15 ต.ค. นี้ ถือเป็นครั้งแรกที่รัฐสภา ชุดที่ 26 สามารถพิจารณาเนื้อหาวาระแรก ตามญัตติที่เสนอได้สำเร็จ

เนื่องจากการเสนอแก้ไข ก่อนหน้านี้แม้ “พรรคการเมือง” จะพยายามเสนอญัตติให้รัฐสภาพิจารณา ทั้งแก้ใหญ่พุ่งเป้ามาตรา 256 และแก้เล็ก รายมาตรา ทว่ายังไม่ทันเข้าสู่การพิจารณาเนื้อหา ร่างที่เสนอกลับถูก “แทกติก” ทางกฎหมายสกัด ชงให้ “ศาลรัฐธรรมนูญ” วินิจฉัยเสียก่อน

ในข้อตกลงของ “คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐสภา” เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา จะให้พิจารณาเนื้อหาของญัตติที่ 3 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคประชาชน-พรรคภูมิใจไทย-พรรคเพื่อไทย เสนอมา และลงมติว่าจะรับหรือไม่รับหลักการ ร่างแก้ไขฉบับใดบ้าง

โดยแนวพิจารณาต้องเป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 18/2568 ที่วางเงื่อนไขว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะต้องเป็นไปตามหมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และรัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง

3ร่างรธน. - 3พรรค 'ฮุบ-ฮั้ว' อำนาจ 'สสร.'  แบ่งเค้ก 'ฝ่ายการเมือง'

สำหรับร่างแก้ไขเพิ่มเติมที่ 3 พรรคการเมือง เสนอต่อรัฐสภานั้น มีหัวใจหลัก อยู่ที่ หมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผ่านกลไก “สสร.” และ “กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ”

โดยแตกต่างกันในรายละเอียดของเนื้อหาอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งถูกมองว่าแต่ละโมเดลออกแบบมา โดยตั้งต้นจากความได้เปรียบตามฐานนิยมทางการเมือง ที่แต่ละพรรคกุมไว้

"พท."ชง 151 สสร.เลือกตั้ง ส่งให้รัฐสภาตัดตัว

“พรรคเพื่อไทย” ฐานะเป็นพรรคการเมืองที่ได้เปรียบในการเลือกตั้งระดับเขต ได้ สส.เขตเข้าสภาฯ ที่ติดอันดับหนึ่ง ในการเลือกตั้งเมื่อปี2566 เสนอโมเดลที่มา ของ สสร. 151 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกจำนวน 100 คนแรก มาจากการเลือกตั้งตรงโดย “ประชาชน” ของแต่ละจังหวัด ก่อนส่งชื่อให้ “สมาชิกรัฐสภา” คัดสรร

กระบวนการจะตั้งต้นให้มาจากการ เลือกตั้งจากทุกจังหวัด รวมกัน 300 คน รูปแบบเดียวกับการเลือกตั้ง “สส.” โดยผู้ที่ต้องการเป็น “สสร.”" ต้องยื่นใบสมัคร ต่อ “กรรมการการเลือกตั้งจังหวัด” และผู้สมัครสามารถหาเสียงได้ตามกติกาเดียวกันกับการเลือกตั้ง สส. และระเบียบที่ “กกต.” กำหนด

โมเดล สสร. จังหวัดนี้ “พรรคเพื่อไทย” วางเงื่อนไขให้มีตัวแทน ผู้ที่ถูกเสนอชื่อเป็น สสร. ในทุกจังหวัด ส่วนหนึ่งเพื่อต้องการให้ประชาชนทุกจังหวัดมีส่วนร่วมและมีตัวแทนทุกจังหวัด ส่วนที่กำหนดให้ต้องเลือกให้ได้ 300 คน นั้นเพื่อสกัดการฮั้ว-การล็อกตัวบุคคล ในขั้นตอนต่อไปที่เขียนให้ “รัฐสภา” เป็นผู้โหวตเลือก สสร. ตัวจริง 100 คน

ขณะที่อีก 51 คน พรรคเพื่อไทยกำหนดสัดส่วน กำหนดองค์กร 14 กลุ่มให้เข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า ได้ให้โควตาของ “ฝ่ายการเมือง” ถึง 25 คน

รองลงมาคือ โควตาจากสภาองค์กรด้านต่างๆ สมาคมวิชาชีพ 15 คน โควตานักวิชาการ 7 คน โควตาจากศาล 2 คน และเปิดโอกาสให้เยาวชน ฐานะสภานักศึกษา เข้าร่วม 2 คน

3ร่างรธน. - 3พรรค 'ฮุบ-ฮั้ว' อำนาจ 'สสร.'  แบ่งเค้ก 'ฝ่ายการเมือง'

โดยสามารถมองได้ว่าพยายามจัดสรร-แบ่งเค้กให้ กลุ่ม-ฝ่าย ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการยกร่างรัฐธรรมนูญ เข้ามามีส่วนร่วม นัยหนึ่งเพื่อไม่ให้ถูกครหาได้ว่า “กินรวบ” โดยฝ่ายการเมืองในสภา

"ปชน." เสนอเลือกสภาที่ปรึกษาฯ 100

“พรรคประชาชน” ที่ครองความแรง ในกระแสนิยม ตัวคนและตัวพรรค รวมถึงเป็นพรรคที่มีเอกลักษณ์ยึดถือการมีส่วนร่วมของประชาชน เสนอให้มี “สภาที่ปรึกษาการยกร่างรัฐธรรมนูญ” 100 คน มาจากเลือกตั้งโดยประชาชน 100% พร้อมวางเงื่อนไขให้มีตัวแทนจากทุกจังหวัดเข้าไปทำหน้าที่

ขณะที่การกำกับผู้จะสมัคร “พรรคประชาชน” วางไว้ค่อนข้างเข้มงวด โดยยกคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ ผู้จะลงสมัคร สส. เป็นมาตรฐาน ขณะเดียวกันได้กำหนด เนื้อหาเพื่อขจัดส่วนได้ส่วนเสียของ “สภาที่ปรึกษาฯ” โดยห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ ภายใน 2 ปีนับแต่วันที่พ้นตำแหน่ง

3ร่างรธน. - 3พรรค 'ฮุบ-ฮั้ว' อำนาจ 'สสร.'  แบ่งเค้ก 'ฝ่ายการเมือง'

ส่วนอำนาจและหน้าที่ของ “สภาที่ปรึกษาฯ” กำหนดให้ทำหน้าที่เหมือนตัวประสาน ระหว่าง “ประชาชน-ฝ่ายนิติบัญญัติ-ฝ่ายบริหาร” แสดงความเห็นต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รวมถึงกฎหมายประกอบ จัดให้มีการเข้าถึง-เผยแพร่สาระ ความคืบหน้าของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อสาธารณะ

“ภูมิใจไทย”หวังฟื้นสสร. 40

“พรรคภูมิใจไทย” ที่ถูกจับตาว่าการเลือกตั้งรอบหน้า อาจไต่ระดับจากพรรคอันดับสามขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่ง เสนอโมเดล สสร. 99 คน มาจากการ “โหวตของสมาชิกรัฐสภา” นัยหนึ่งหวังอาศัยความได้เปรียบ ฐานะ ผู้กุมเสียงข้างมากของรัฐสภา เมื่อนับรวมกับ “สว.สีน้ำเงิน” อีกกว่า 140 เสียง

การออกแบบ สสร. ของ “พรรคสีน้ำเงิน” เขียนให้มาจากจังหวัด 77 คน อีกส่วน 22 คน มาจากการเลือกของ รัฐสภา เช่นกัน แต่กำหนดสเปค ให้มาจากผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมาย รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดินหรือการร่างรัฐธรรมนูญ

รูปแบบให้ผู้ต้องการได้รับคัดเลือก ยื่นใบสมัคร ต่อ กกต. และจากนั้น ให้ เสนอบัญชีรายชื่อที่แยกรายจังหวัด และ ตามกลุ่มเชี่ยวชาญ ส่งให้ “รัฐสภา” โหวตเลือก โดยกำหนดเกณฑ์ ผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุด ได้เป็น สสร. พร้อมกำหนดให้ทำบัญชีสำรอง เผื่อไว้กรณีที่ “สสร.” ที่เลือกได้ก่อนหน้านั้น สิ้นสมาชิกสภาพ

สำหรับคุณสมบัติผู้สมัครเป็น สสร. หรือ สภาที่ปรึกษา ทั้ง 3 พรรคไม่ปิดทาง ผู้ที่เกี่ยวดองในพรรคการเมือง-ทางการเมืองให้ลงสมัคร แต่ขีดคุณสมบัติพื้นฐานที่ไม่ต่ำกว่ามาตรฐานของ ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.

3 พรรคชิงธงนำการเมือง

สำหรับกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทั้ง 3 พรรค เขียนกลไกให้มี “คณะยกร่างรัฐธรรมนูญ” ในชื่อว่า “กรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ” โดยการออกแบบที่มานั้น พบว่าแตกต่างในรายละเอียดเช่นกัน

ความน่าสนใจอยู่ที่การออกแบบของ “พรรคประชาชน” ที่เซ็ตให้ “ประชาชน” เลือกตั้ง มา 70 คน ซึ่งอิงรูปแบบ การเลือกคล้ายกับ “สส.บัญชีรายชื่อ” ที่ใช้คะแนนนิยมของพรรคการเมือง เป็นจุดชี้วัดบุคคลที่ถูกเลือก ซึ่งเป็นการเลือกที่เป็นจุดเด่นของ “พรรคประชาชน” เมื่อวัดในฐานการเมืองปัจจุบัน

รูปแบบคือ ให้ผู้ต้องการเป็น กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ต้องลงสมัครแบบรวมกลุ่มบุคคล บัญชีละไม่น้อยน้อยกว่า 17 คน แต่ไม่เกิน 70 คน ใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง จากนั้นส่งให้ประชาชนเลือก สำหรับผู้ถูกเลือก ให้ยึดคะแนนรวมของแต่ละบัญชี ที่มี 1% ขึ้นไป มาหารเฉลี่ยเพื่อหาเป็น “จำนวน” ที่ผู้สมัครของแต่ละบัญชีจะได้รับคัดเลือก รวม 70 คน

จากนั้นส่งให้ “รัฐสภา” เลือก โดยใช้รูปแบบการเสนอชื่อ ผู้ที่จะได้เป็น “กมธ.” จากการรวมกลุ่มของ “สมาชิกรัฐสภา” ที่แบ่งสัดส่วน 700 คน ออกเป็น 35 กลุ่มๆ ละ 20 คน โดยแต่ละกลุ่มมีสิทธิเสนอเพียง 1 รายชื่อ ต่อประธานรัฐสภา

วิธีการนี้ถูกอธิบายไว้ว่า เพื่อป้องกันเสียงข้างมากของรัฐสภา ลากตั้งคนของตัวเองได้ตามใจ ผ่านการวัดจากคะแนนโหวตฝ่ายที่มากกว่า

สำหรับคุณสมบัติของ คณะผู้ยกร่างนี้ “พรรคประชาชน” ออกแบบให้มีคุณสมบัติที่เหมาะสมต่อการทำหน้าที่ โดยขีดเส้นต้องมีคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่งใน 6 ห้วข้อ อาทิ เป็นนักวิชาการ นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ หรือวิชาที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินในสถาบันอุดมศึกษา ไม่น้อยกว่า5 ปี รับราชการหรือเคยรับราชการไม่น้อยกว่า 3 ปี ในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลชั้นต้นหรือเทียบเท่า รับราชการหรือเคยรับราชการไม่น้อยกว่า 3 ปีในตำแหน่งอัยการประจำกองหรือเทียบเท่า

3ร่างรธน. - 3พรรค 'ฮุบ-ฮั้ว' อำนาจ 'สสร.'  แบ่งเค้ก 'ฝ่ายการเมือง'

นอกจากนั้นยังเปิดโอกาสอดีตรัฐมนตรี สส. สว. ข้าราชการท้องถิ่น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ เข้าสมัคร แต่มีเงื่อนไขต้องพ้นตำแหน่งมาไม่น้อยกว่า 5 ปีก่อนวันสมัคร และให้โอกาสตัวแทนของผู้ทำงานภาคประชาสังคมมาไม่น้อยกว่า5ปีได้สมัครด้วย ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการเปิดประตูแนวร่วมแก้รัฐธรรมนูญภาคประชาชนเข้ามามีส่วนในการทำกติกาใหม่ของประเทศ

ภท.-พท. ชง "สสร." สัดส่วนผสม

ขณะที่ฉบับของพรรคภูมิใจไทย และ พรรคเพื่อไทย ออกแบบ “คณะยกร่างรัฐธรรมนูญ” ไว้ใกล้เคียงกัน คือ ให้ สสร.เลือก ทั้งส่วนของ สสร. ด้วยกันเอง และบุคคลภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย รัฐศาสตร์ ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน

ขีดเส้นทำรธน.ให้เสร็จใน 1 สมัยรบ.

สำหรับกรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พรรคประชาชน เสนอกรอบ 270 วัน พร้อมวางกรอบให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องมีเนื้อหาสำคัญ 9 ข้อ อาทิ รับรองความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของราชอาณาจักร ให้มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข คุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสวัสดิการขั้นพื้นฐานของประชาชน


พร้อมออกแบบสถาบันการเมืองที่ยึดโยงประชาชน ตรวจสอบ ถ่วงดุล วางกลไกตรวจสอบการทุจริตที่มีประสิทธิภาพ จำกัดการใช้อำนาจรัฐ ควบคุมองค์กรรัฐไม่ให้ขวางเจตนารมณ์ของประชาชน วางหลักเกณฑ์ให้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ตามฉันทามติของประชาชนหรือผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

ส่วนพรรคเพื่อไทย เขียนให้อยู่ในระยะ 180 วัน พร้อมกำหนดข้อห้ามทำรัฐธรรมนูญใหม่ที่มีผลเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ

3ร่างรธน. - 3พรรค 'ฮุบ-ฮั้ว' อำนาจ 'สสร.'  แบ่งเค้ก 'ฝ่ายการเมือง'

ขณะที่พรรคภูมิใจไทย เสนอกรอบเวลา 360 วัน พร้อมกำหนดเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญใหม่ ห้ามเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ ห้ามเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมถึง ห้ามแก้ไขเพิ่มเติมหมวด1 และหมวด2 ของรัฐธรรมนูญ2560

โยน“รัฐสภา”ไฟเขียวก่อนประชามติ

กระบวนการภายหลังทำรัฐธรรมนูญใหม่แล้วเสร็จ ทั้ง 3 พรรค ออกแบบให้เสนอต่อรัฐสภาเพื่อให้ความเห็นชอบ ก่อนเสนอให้ “ประชาชน” ออกเสียงว่าจะเห็นชอบกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ทำมาหรือไม่ในกระบวนการออกเสียงประชามติ

ทว่าในการออกแบบของ “พรรคภูมิใจไทย” มีความน่าสนใจ เพราะออกแบบเงื่อนไขให้รัฐสภา พิจารณาเป็น 3 วาระ และยึดรูปแบบของ “ฝ่ายอนุรักษ์รัฐธรรมนูญ60” คือ ต้องได้สนับสนุนทั้งจาก สว. และ สส. ฝ่ายค้าน รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงจะผ่านด่าน ไปทำประชามติได้

3ร่างรธน. - 3พรรค 'ฮุบ-ฮั้ว' อำนาจ 'สสร.'  แบ่งเค้ก 'ฝ่ายการเมือง'

ดังนั้นต้องจับตาการพิจารณาของ รัฐสภา ในวันที่ 14 - 15 ต.ค.นี้ให้ดี เพราะไม่ว่า “3พรรค” บวก สว. จะมีจุดยืนเห็นด้วยต่อการแก้รัฐธรรมนูญรอบนี้ แต่ใช่ว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรอบนี้ จะไม่มีอุปสรรค

เพราะสิ่งหนึ่งที่จับสัญญาณได้จากเนื้อหา คือ ฝ่ายการเมืองยังพยายามแทรกตัว เข้าไปเขียนกติกาการเมือง เพื่อเอื้อให้ฝ่ายตัวเองได้เปรียบในเกมชิงอำนาจนี้ได้มากที่สุด