วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

แผน ปชน.แก้เกม ‘รัฐบาลน้ำเงิน’ ดันคำถามประชามติ เลือก สสร.ทางตรง

มีการประเมินว่า 'รัฐบาลน้ำเงิน' อาจปล่อยให้ร่างของ ปชน. ผ่านวาระแรกเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเมือง แต่จะทำให้ตกไปในวาระต่อไปเพื่อยืดกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

KEY POINTS

  • พรรคประชาชน (ปชน.) เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ซึ่งเสี่ยงถูกตีตกเนื่องจากอาจขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
  • มีการประเมินว่า 'รัฐบาลน้ำเงิน' อาจปล่อยให้ร่างของ ปชน. ผ่านวาระแรกเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเมือง แต่จะทำให้ตกไปในวาระต่อไปเพื่อยืดกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
  • ปชน. วางแผนแก้เกมโดยการผลักดันให้เพิ่มคำถามในการทำประชามติ เพื่อถามประชาชนโดยตรงว่าต้องการให้มี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง 100% หรือไม่
  • เป้าหมายของคำถามประชามติคือ การใช้เสียงสนับสนุนจากประชาชนเป็นเกราะป้องกัน และแรงกดดันให้เกิด สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง

เงื่อนปม การแก้ไขรัฐธรรมนูญ กำลังอยู่ในจุด “สุ่มเสี่ยง” แม้ว่า “3 ก๊กการเมือง” ทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน (ปชน.) และพรรคภูมิใจไทย ที่เป็นแกนนำรัฐบาลในตอนนี้ ส่งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 15/1 เพื่อเปิดช่องตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) เพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไปเรียบร้อยแล้ว เหลือแค่การบรรจุญัตติในวาระการพิจารณาของสภาฯ

ทว่า ประเด็นที่น่าสนใจ ทั้ง 3 ร่างดังกล่าว มีการระบุเงื่อนไขที่มาของ “สสร.” แตกต่างกันในสาระสำคัญ โดยร่างของ “เพื่อไทย-ภูมิใจไทย” มีจุดร่วมค่อนข้างคล้ายกันคือ มาจาก “จังหวัด” โดยผ่านการเลือกตั้ง และ “ผู้ทรงคุณวุฒิ” จากการสรรหาของสภาฯ

ขณะที่ร่างของ “ปชน.” กลับแตกต่างออกไป โดยแบ่งเป็น 2 คณะคือ คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ใช้การเลือกตั้งแบบ “ระบบบัญชีรายชื่อ” จำนวน 70 คน ก่อนส่งให้สภาฯ คัดเลือกเหลือ 35 คน อีกส่วนคือ สภาที่ปรึกษาร่างรัฐธรรมนูญ โดยจะมาจากการเลือกตั้งของประชาชนในลักษณะ “แบ่งเขต” โดยเป็นการเลือกตั้งจากประชาชน 100% พร้อมวางเงื่อนไขให้มีตัวแทนจากทุกจังหวัดเข้าไปทำหน้าที่

ทำให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของ “ก๊กส้ม” ค่อนข้างสุ่มเสี่ยงอาจถูกตีความว่า ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ระบุว่า รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง กล่าวคือ หมายถึง “ปิดประตู” สสร.ที่มาจากภาคประชาชน

มีการประเมินกันว่า ทั้ง 3 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของ 3 พรรคการเมืองข้างต้น อาจผ่านวาระแรก (ขั้นรับหลักการ) เพื่อยื้อไทม์ไลน์ของ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ออกไปก่อนให้ครบ 4 เดือน และป้องกันการโดน “ล้มรัฐบาล” เนื่องจากถ้าร่างของ ปชน.ไม่ผ่าน อาจเปลี่ยนจาก “ฝ่ายค้ำ” กลับไปเป็น “ฝ่ายค้าน” เต็มรูปแบบ ทำให้ “รัฐบาลเสียงข้างน้อย” โหวตสู้ไม่ได้

มีแนวโน้มสูงว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของ ปชน.อาจผ่านวาระแรก (ขั้นรับหลักการ) อาจถูกตีตกในการพิจารณาวาระที่ 2-3 โดยอ้างเงื่อนไขที่มาของ สสร.อาจสุ่มเสี่ยงไม่เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่สำคัญอาจเปิดช่องให้ “นักร้อง” ยื่นเรื่องร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยอีกรอบ และทำให้ “ไทม์ไลน์” การแก้ไขรัฐธรรมนูญล่าช้าออกไป โดยจะส่งผลทางลบต่อ ปชน.โดยตรง เนื่องจาก “ก๊กน้ำเงิน” จะต้องคงสถานะ “รัฐบาล” ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะคลี่คลายการแก้ไขรัฐธรรมนูญลงได้

จึงไม่แปลกที่แกนนำพรรคส้มที่ผ่านมา ต่างเรียกร้อง หรือไล่บี้ให้ “นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล” เร่งทำความเข้าใจกับ “สว.” ให้ผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของ ปชน. ซึ่งรับรู้กันโดยทั่วไปผ่านสื่อว่า “ก๊กน้ำเงิน” แผ่บารมีไปค่อนข้างเยอะใน “สภาฯ สูง” แม้ “อนุทิน” ให้สัมภาษณ์ยืนกรานปฏิเสธหลายครั้งว่า ไม่มีอำนาจสั่งการอะไร สว.ได้ก็ตาม

อาจเรียกได้ว่าการเดินเกมของ “ก๊กน้ำเงิน” ถือว่าเตรียมการไว้เต็มรูปแบบ ประเมินฉากทัศน์ไว้รอบด้าน ก่อนที่จะเข้าไปดีลกับ ปชน. เพื่อหนุนโหวตเลือกนายกฯ คนใหม่ ตั้งแต่ปลายเดือนส.ค.ที่ผ่านมา และนั่นอาจทำให้ “ก๊กส้ม” ต้องเสียรังวัดทางการเมืองอีกครั้ง หลังเสี่ยงเดิมพันกับ “ภูมิใจไทย” เพื่อหวังเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นไปตาม “อุดมคติ” ทางการเมืองของขั้วตัวเอง

ต่อให้หลังจากนี้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของ ปชน.ถูกตีตกไปในวาระ 2 แต่ก็ถือว่า “ก๊กน้ำเงิน” ทำตามเงื่อนไขในข้อตกลง MOA เรียบร้อยแล้วทุกกระบวนการแล้ว นั่นคือ เดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ “ตระบัดสัตย์” แต่อย่างใด

อีกชนักหนึ่งที่ต้องจับตาดูคือ การทำประชามติเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งขณะนี้ พ.ร.บ.ประชามติฯ ฉบับใหม่ ได้รับความเห็นชอบจากสภาฯ ไปแล้ว แต่ยังอยู่ระหว่างรอประกาศใช้ โดยสาระสำคัญคือ กรอบเวลาทำประชามติถูกเปลี่ยนเป็น 60-150 วัน ทำให้เป็นแกมบังคับว่า รัฐสภาต้องพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จ พร้อมกับ ครม.มีมติให้ทำประชามติ ภายใน 29 ม.ค.2569 เท่านั้น

ขณะที่ไทม์ไลน์การเลือกตั้งใหม่นั้น เดิมถูกวางแพลนไว้ที่ 31 ม.ค.2569 รัฐบาลจะ “ยุบสภาฯ” และคาดว่าจะลงคะแนนเสียงเลือกตั้งใหม่ในเดือนมี.ค.- เม.ย.2569 นั่นจึงทำให้กรอบเวลาถูกบีบอย่างมาก หากยังแก้ไขปัญหาในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ทันภายใน 4 เดือน 

ดังนั้นหากปล่อยให้ยืดเยื้อ นอกจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะช้าออกไป ย่อมกระทบไทม์ไลน์การเลือกตั้งใหม่ที่ช้ามากไปกว่าเดิม และรัฐบาลสีน้ำเงินก็ยังคงสถานภาพอยู่ยาวเกินกว่า 4 เดือนตาม MOA

คำถามสำคัญคือ “ก๊กส้ม” วางหมากแก้ไขเกมดังกล่าวอย่างไร เบื้องต้นนอกเหนือจากการ “ดักคอ” รัฐบาลสีน้ำเงิน ด้วยมติ “ฝ่ายค้านข้างมาก” เรื่องจะโหวตไม่ไว้วางใจล้มรัฐบาล หากไม่ทำตามเงื่อนไขข้อตกลงใน MOA ซึ่ง “ก๊กน้ำเงิน” แก้เกมกลับด้วยการปล่อยผีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปชน.ให้ผ่านไปก่อนในวาระ 1 นั้น

เกมขยักต่อไปคือ ปชน.อาจจำเป็นต้องยอมปล่อยร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของตัวเอง เพราะถ้าสภาฯ โหวตรับร่างวาระ 1 หมดทั้ง 3 พรรค ระยะเวลาในการพิจารณาวาระ 2-3 นั้น อาจเหลือเพียงไม่กี่เดือนก่อนต้องยุบสภาฯ หากไปเดินเกมโหวตล้มรัฐบาลในช่วงเวลานั้น อาจทำให้ไทม์ไลน์การเลือกตั้งใหม่ต้องยื้อออกไปอีก และยังไม่มีอะไรรับประกันว่าฉากทัศน์ทางการเมืองหลังจากนั้นจะไปยุติที่จุดไหน

มีความเป็นไปได้ว่า ปชน.อาจแก้เกมด้วยการยื้อเงื่อนไขในการทำประชามติ โดยขอให้พ่วงคำถามประชามติเป็นคำถามที่ 2 ว่า ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้มี สสร.จากการเลือกตั้งโดยตรง ได้หรือไม่ ในจุดนี้จะใช้ “ประชาชน” เป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็กค้ำยันจุดยืนของ ปชน.และ “พันธมิตรสีส้ม” เพื่อคัดง้างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ 

นี่คือ “ก๊อกสอง” ของ “ก๊กส้ม” โดยแนวทางนี้มีโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อประชาชน (ไอลอว์) พันธมิตรสำคัญของ ปชน.เริ่มเรียกร้องประเด็นนี้แล้ว หลังจากนี้น่าจับตาว่า “ภูมิใจไทย” จะแก้เกมดังกล่าวออกมาในรูปแบบใด

ในเมื่อ “ก๊กส้ม” กำลังอยู่สถานะ “กลืนไม่เข้า-คายไม่ออก” จะยอมกลืนเลือด ปล่อยให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของตัวเองถูกตีตกไป แล้วไปว่ากันในเกมคำถามพ่วงประชามติ หรือจะยื้อโหวตล้มรัฐบาลเพื่อหวัง “น้ำบ่อหน้า” ไปลุยร่างรัฐธรรมนูญใหม่ คงต้องรอวัดผลกันในช่วงไม่กี่เดือนนับจากนี้

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์