ธรรมเนียมการเมืองของ “ฝ่ายนิติบัญญัติ” มักแบ่งให้มี 2 ขั้ว คือ “ขั้วรัฐบาล” และ “ขั้วฝ่ายค้าน”
โดยรัฐธรรมนูญ กำหนดบทบัญญัติที่เสมือนเป็นคำนิยามของการแบ่งฝ่ายไว้ในส่วนที่ว่าด้วย “คณะรัฐมนตรี” และ “ผู้นำฝ่ายค้าน”
ในส่วนของ “ผู้นำฝ่ายค้าน” มาตรา 106 กำหนดว่า คือ หัวหน้าพรรคการเมืองในสภาฯ ที่มีจำนวน สส.มากที่สุด และสส.ไม่ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือ รองประธานสภาฯ
พร้อมเขียนให้อำนาจ คือ “ตรวจสอบ-ถ่วงดุล” ฝ่ายบริหาร ทั้งการได้สิทธิขอเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมรัฐสภา เพื่อให้ “รัฐบาล” ชี้แจงปัญหาเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยหรือเศรษฐกิจของประเทศ หรือเพื่อให้ “รัฐบาล” รับคำปรึกษาจากรัฐสภา รวมไปถึงสิทธิการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล
ทว่า ในทางปฏิบัติ เมื่อเทียบกับสถานการณ์การเมืองปัจจุบันพบว่า “ฝ่ายการเมืองในสภาฯ” ถูกแบ่งออกเป็น 3 ขั้ว คือ
ขั้วรัฐบาล ที่มี “พรรคภูมิใจไทย” เป็นแกนนำ ครอง 170 เสียงในสภาฯ เมื่อนับรวมกับพรรคร่วมรัฐบาล
ขั้วฝ่ายค้าน ตามสถานะ “ผู้นำฝ่ายค้าน-ประธานวิปฝ่ายค้าน” มี “พรรคประชาชน” เป็นแกนนำ กุม 143 เสียงในสภาฯ เมื่อรวมกับ “พรรคเป็นธรรม”
ขั้วฝ่ายค้านอิสระ ที่ “พรรคเพื่อไทย” ประกาศตัว และครอง 153 เสียงในสภาฯ เมื่อนับรวม สส.จากอีก 5 พรรคการเมือง
ปฏิเสธไม่ได้ว่า สิ่งที่นำไปสู่สถานะนี้ มาจากการโหวตเลือกนายกฯ ในที่ประชุมสภาฯ ล่าสุด ที่ “ผู้นำฝ่ายค้าน-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ" หัวหน้าพรรคประชาชน ขน 143 สส.พรรคประชาชน โหวตเลือก “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกฯ และเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย
จากผลโหวตที่เกิดขึ้น ทำให้ “พรรคเพื่อไทย” ถูกกระชากอำนาจออกไปจากมือ กลายเป็นความเจ็บแค้น จึงประกาศแต่งตั้งตัวเองเป็น “ฝ่ายค้านแท้ๆ” โดยไม่ขอรับสถานะ “วิปฝ่ายค้าน” ทางการ พร้อมประกาศแข่งขันกับ “ขั้วพรรคส้ม-ขั้วพรรคน้ำเงิน”
โดย “อดิศร เพียงเกษ” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ใช้จังหวะประชุมสภาฯ ประกาศอย่างชัดเจนว่า ไม่สามารถทำงานร่วมกับ “พรรคฝ่ายค้าน” ที่โหวตเลือก “อนุทิน” เป็นนายกฯ ได้ เพราะมองว่าทำงานค้านไม่จริง ทำตัวเป็น “ไม้ค้ำเครือกล้วย”
“การทำงานในสภาฯ ต้องแข่งขันอย่างเอาการเอางาน ไม่มีมวยล้มต้มคนดู ผมไม่อยากทำหน้าที่เป็นไม้ค้ำต้นกล้วยที่ออกเครือ หากทำหน้าที่แบบไม้ค้ำกล้วย เมื่อดึงไม้ออกต้นกล้วยก็ล้ม ดังนั้นพรรคเพื่อไทยขอทำหน้าที่ฝ่ายค้านไม่ใช่ฝ่ายค้ำ” อดิศร ประกาศกลางสภาฯ
แน่นอนว่าเรื่องที่ “เพื่อไทย” วางหมากให้ “พรรคประชาชน” เป็นคนบาปในคราบนักบุญ ทำให้ “พลพรรคสีส้ม” อึดอัดใจไม่น้อย
ไม่ว่าจะขยับไปทางไหน มักถูกกระแหนะกระแหน และตีความไปในทางที่ส่งผลสั่นคลอนต่อศรัทธา และคะแนนนิยมทางการเมืองของ “ด้อมส้ม-แฟนคลับทางบ้าน”
ทำให้ “คีย์แมนพรรคส้ม” ที่เดิมหวังว่าจะกุมงาน “สภาฯ” ผลักดันวาระกฎหมายก้าวหน้า กลับกลายเป็นว่า ต้องมาพะวง และระวังตลอดเวลา เพราะมีศัตรูการเมืองคอยจับผิด-จ้องแทงหลัง
การเดินเกมของ “เพื่อไทย” ขณะนี้ คือ การวาดภาพให้สังคมเห็นเชิงประจักษ์ว่า “พรรคประชาชน” คือองครักษ์พิทักษ์ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” มากกว่าเป็น “ฝ่ายตรวจสอบ” ผ่านการเล่นเกมองค์ประชุม จากการไม่ร่วมเป็นองค์ประชุม
โดยไม่สนใจว่า วาระประชุมนั้นจะมีกฎหมาย หรือเรื่องที่ “เพื่อไทย” เสนอหรือไม่ ทำให้ “สส.พรรคประชาชน” ต้องออกแรงวิ่ง-เป็นองค์ประชุม ไม่ให้ “สภาฯล่ม”
หรือกรณีขุดหลุมดักทาง เพื่อให้ “พรรคสีส้ม” แสดงท่าทีเป็นฝ่ายค้ำรัฐบาลอย่างชัดเจน เช่น หยั่งเชิงจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ “รัฐบาล-อนุทิน” เพื่อใช้เสียงข้างมากที่มีล้มรัฐบาลเสียงข้างน้อยในทันทีที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ เตรียมยื่นตรวจสอบจริยธรรมของ “รัฐมนตรีสีเทา” เพื่อสอย “อนุทิน” ออกจากตำแหน่งนายกฯ
จนได้ผลว่า “ตัวแทนวิปฝ่ายค้าน” ออกมารับประเด็นในทันทีทันควัน พร้อมมองเจตนา “พรรคเพื่อไทย” ว่า เล่นบทฝ่ายแค้น มากกว่าทำงานฝ่ายค้านในสภาฯ
ขณะที่ “ฝ่ายภูมิใจไทย” ที่มีสถานะ “เสียงข้างน้อยในสภาฯ” ต้องทำอย่างสุดกำลัง เพื่อประคองทรงไม่ให้ถูกเตะตัดขา ล้มกลางเวทีสภาฯ รวมถึงไม่ทำอะไรที่ผิดไปจากข้อตกลงทางการเมือง เพราะรู้ดีว่า หากไม่ทำอะไรที่เกิดความบาดหมาง หรือเปิดแผลการเมือง ย่อมยืนระยะได้อย่างน้อย 4 เดือนหลังจากนี้
ข้อเท็จจริงของสภาฯ ที่ถูกแบ่งเป็น 3 ก๊ก ทั้ง ก๊กส้ม-ฝ่ายค้าน ที่เล่นบท ฝ่ายค้ำ-ก๊กน้ำเงิน และก๊กแดง-ฝ่ายแค้น ทำให้เกิดเค้าลางว่า การเมืองไทยส่อถูกลากลงไปสู่หลุมดำ
ต่อให้ “ฝ่ายส้ม” มีเสียงข้างมาก เป็นฝ่ายค้านตรวจสอบ-กำกับ “รัฐบาลเสียงข้างน้อย” ได้ แต่ด้วยความเขี้ยวลากดินของ “ขั้วสีน้ำเงินและพวก” ย่อมไม่ยอมตกเป็นลูกไล่ ขณะเดียวกันยังมี “ฝ่ายแค้น” ที่คอยจังหวะ รุมกินโต๊ะ โดยไม่สนว่าประชาชนจะได้ประโยชน์หรือไม่
เมื่อ 3 ขั้วตะลุมบอน บ่อนอำนาจ เพื่อหวังผลหนึ่งเดียวคือ “ประโยชน์ของฝ่ายตัวเอง” อาจเป็นอีกวาระ ที่การเมืองไทยในระบอบประชาธิปไตยกำลังถูกเซาะกร่อน จาก “นักเลือกตั้ง”ให้อยู่ในภาวะเปราะบางและอ่อนแออีกครา





