วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

กลเกมสภาฯ ‘3 ก๊ก’ ลาก ‘การเมือง’ ลงหลุมดำ

กลเกมสภาฯ  ‘3 ก๊ก’ ลาก ‘การเมือง’ ลงหลุมดำ

ธรรมเนียมการเมืองของ “ฝ่ายนิติบัญญัติ” มักแบ่งให้มี 2 ขั้ว คือ “ขั้วรัฐบาล” และ “ขั้วฝ่ายค้าน”

โดยรัฐธรรมนูญ กำหนดบทบัญญัติที่เสมือนเป็นคำนิยามของการแบ่งฝ่ายไว้ในส่วนที่ว่าด้วย “คณะรัฐมนตรี” และ “ผู้นำฝ่ายค้าน” 

ในส่วนของ “ผู้นำฝ่ายค้าน” มาตรา 106 กำหนดว่า คือ หัวหน้าพรรคการเมืองในสภาฯ ที่มีจำนวน สส.มากที่สุด และสส.ไม่ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือ รองประธานสภาฯ

พร้อมเขียนให้อำนาจ คือ “ตรวจสอบ-ถ่วงดุล” ฝ่ายบริหาร ทั้งการได้สิทธิขอเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมรัฐสภา เพื่อให้ “รัฐบาล” ชี้แจงปัญหาเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยหรือเศรษฐกิจของประเทศ หรือเพื่อให้ “รัฐบาล” รับคำปรึกษาจากรัฐสภา รวมไปถึงสิทธิการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

กลเกมสภาฯ  ‘3 ก๊ก’ ลาก ‘การเมือง’ ลงหลุมดำ

ทว่า ในทางปฏิบัติ เมื่อเทียบกับสถานการณ์การเมืองปัจจุบันพบว่า “ฝ่ายการเมืองในสภาฯ” ถูกแบ่งออกเป็น 3 ขั้ว คือ 

ขั้วรัฐบาล ที่มี “พรรคภูมิใจไทย” เป็นแกนนำ ครอง 170 เสียงในสภาฯ เมื่อนับรวมกับพรรคร่วมรัฐบาล 

ขั้วฝ่ายค้าน ตามสถานะ “ผู้นำฝ่ายค้าน-ประธานวิปฝ่ายค้าน” มี “พรรคประชาชน” เป็นแกนนำ กุม 143 เสียงในสภาฯ เมื่อรวมกับ “พรรคเป็นธรรม” 

ขั้วฝ่ายค้านอิสระ ที่ “พรรคเพื่อไทย” ประกาศตัว และครอง 153 เสียงในสภาฯ เมื่อนับรวม สส.จากอีก 5 พรรคการเมือง

กลเกมสภาฯ  ‘3 ก๊ก’ ลาก ‘การเมือง’ ลงหลุมดำ

ปฏิเสธไม่ได้ว่า สิ่งที่นำไปสู่สถานะนี้ มาจากการโหวตเลือกนายกฯ ในที่ประชุมสภาฯ ล่าสุด ที่ “ผู้นำฝ่ายค้าน-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ" หัวหน้าพรรคประชาชน ขน 143 สส.พรรคประชาชน โหวตเลือก “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกฯ และเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย

จากผลโหวตที่เกิดขึ้น ทำให้ “พรรคเพื่อไทย” ถูกกระชากอำนาจออกไปจากมือ กลายเป็นความเจ็บแค้น จึงประกาศแต่งตั้งตัวเองเป็น “ฝ่ายค้านแท้ๆ” โดยไม่ขอรับสถานะ “วิปฝ่ายค้าน” ทางการ พร้อมประกาศแข่งขันกับ “ขั้วพรรคส้ม-ขั้วพรรคน้ำเงิน”

โดย “อดิศร เพียงเกษ” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ใช้จังหวะประชุมสภาฯ ประกาศอย่างชัดเจนว่า ไม่สามารถทำงานร่วมกับ “พรรคฝ่ายค้าน” ที่โหวตเลือก “อนุทิน” เป็นนายกฯ ได้ เพราะมองว่าทำงานค้านไม่จริง ทำตัวเป็น “ไม้ค้ำเครือกล้วย”

กลเกมสภาฯ  ‘3 ก๊ก’ ลาก ‘การเมือง’ ลงหลุมดำ

 “การทำงานในสภาฯ ต้องแข่งขันอย่างเอาการเอางาน ไม่มีมวยล้มต้มคนดู ผมไม่อยากทำหน้าที่เป็นไม้ค้ำต้นกล้วยที่ออกเครือ หากทำหน้าที่แบบไม้ค้ำกล้วย เมื่อดึงไม้ออกต้นกล้วยก็ล้ม ดังนั้นพรรคเพื่อไทยขอทำหน้าที่ฝ่ายค้านไม่ใช่ฝ่ายค้ำ” อดิศร ประกาศกลางสภาฯ

แน่นอนว่าเรื่องที่ “เพื่อไทย” วางหมากให้ “พรรคประชาชน” เป็นคนบาปในคราบนักบุญ ทำให้ “พลพรรคสีส้ม” อึดอัดใจไม่น้อย

ไม่ว่าจะขยับไปทางไหน มักถูกกระแหนะกระแหน และตีความไปในทางที่ส่งผลสั่นคลอนต่อศรัทธา และคะแนนนิยมทางการเมืองของ “ด้อมส้ม-แฟนคลับทางบ้าน”

กลเกมสภาฯ  ‘3 ก๊ก’ ลาก ‘การเมือง’ ลงหลุมดำ

ทำให้​ “คีย์แมนพรรคส้ม” ที่เดิมหวังว่าจะกุมงาน “สภาฯ” ผลักดันวาระกฎหมายก้าวหน้า กลับกลายเป็นว่า ต้องมาพะวง และระวังตลอดเวลา เพราะมีศัตรูการเมืองคอยจับผิด-จ้องแทงหลัง

การเดินเกมของ “เพื่อไทย” ขณะนี้ คือ การวาดภาพให้สังคมเห็นเชิงประจักษ์ว่า “พรรคประชาชน” คือองครักษ์พิทักษ์ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” มากกว่าเป็น “ฝ่ายตรวจสอบ” ผ่านการเล่นเกมองค์ประชุม จากการไม่ร่วมเป็นองค์ประชุม

โดยไม่สนใจว่า วาระประชุมนั้นจะมีกฎหมาย หรือเรื่องที่ “เพื่อไทย” เสนอหรือไม่ ทำให้ “สส.พรรคประชาชน” ต้องออกแรงวิ่ง-เป็นองค์ประชุม ไม่ให้ “สภาฯล่ม”

หรือกรณีขุดหลุมดักทาง เพื่อให้ “พรรคสีส้ม” แสดงท่าทีเป็นฝ่ายค้ำรัฐบาลอย่างชัดเจน เช่น หยั่งเชิงจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ “รัฐบาล-อนุทิน” เพื่อใช้เสียงข้างมากที่มีล้มรัฐบาลเสียงข้างน้อยในทันทีที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ เตรียมยื่นตรวจสอบจริยธรรมของ “รัฐมนตรีสีเทา” เพื่อสอย “อนุทิน” ออกจากตำแหน่งนายกฯ 

กลเกมสภาฯ  ‘3 ก๊ก’ ลาก ‘การเมือง’ ลงหลุมดำ

จนได้ผลว่า “ตัวแทนวิปฝ่ายค้าน” ออกมารับประเด็นในทันทีทันควัน พร้อมมองเจตนา “พรรคเพื่อไทย” ว่า เล่นบทฝ่ายแค้น มากกว่าทำงานฝ่ายค้านในสภาฯ

ขณะที่ “ฝ่ายภูมิใจไทย” ที่มีสถานะ “เสียงข้างน้อยในสภาฯ” ต้องทำอย่างสุดกำลัง เพื่อประคองทรงไม่ให้ถูกเตะตัดขา ล้มกลางเวทีสภาฯ รวมถึงไม่ทำอะไรที่ผิดไปจากข้อตกลงทางการเมือง เพราะรู้ดีว่า หากไม่ทำอะไรที่เกิดความบาดหมาง หรือเปิดแผลการเมือง ย่อมยืนระยะได้อย่างน้อย 4 เดือนหลังจากนี้

ข้อเท็จจริงของสภาฯ ที่ถูกแบ่งเป็น 3 ก๊ก ทั้ง ก๊กส้ม-ฝ่ายค้าน ที่เล่นบท ฝ่ายค้ำ-ก๊กน้ำเงิน และก๊กแดง-ฝ่ายแค้น ทำให้เกิดเค้าลางว่า การเมืองไทยส่อถูกลากลงไปสู่หลุมดำ

กลเกมสภาฯ  ‘3 ก๊ก’ ลาก ‘การเมือง’ ลงหลุมดำ

ต่อให้ “ฝ่ายส้ม” มีเสียงข้างมาก เป็นฝ่ายค้านตรวจสอบ-กำกับ “รัฐบาลเสียงข้างน้อย” ได้ แต่ด้วยความเขี้ยวลากดินของ “ขั้วสีน้ำเงินและพวก” ย่อมไม่ยอมตกเป็นลูกไล่ ขณะเดียวกันยังมี “ฝ่ายแค้น” ที่คอยจังหวะ รุมกินโต๊ะ โดยไม่สนว่าประชาชนจะได้ประโยชน์หรือไม่

เมื่อ 3 ขั้วตะลุมบอน บ่อนอำนาจ เพื่อหวังผลหนึ่งเดียวคือ “ประโยชน์ของฝ่ายตัวเอง” อาจเป็นอีกวาระ ที่การเมืองไทยในระบอบประชาธิปไตยกำลังถูกเซาะกร่อน จาก “นักเลือกตั้ง”ให้อยู่ในภาวะเปราะบางและอ่อนแออีกครา