วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม 2569

Login
Login

'นักรัฐศาสตร์' ชี้เงื่อนไข ปชน. ส่อถูกฉีก เหตุ ทุกพรรคอยากอยู่ยาว

'นักรัฐศาสตร์' ชี้เงื่อนไข ปชน. ส่อถูกฉีก เหตุ ทุกพรรคอยากอยู่ยาว

"ดร.ปุรวิชญ์" ประเมิน เงื่อนไข "ปชน." ร่วมโหวตนายกฯ ส่อถูกบิด หลัง ทุกพรรคอยากอยู่ยาว หวังได้อำนาจคุมกลไกรัฐ ชิงได้เปรียบการเลือกตั้ง

ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้มุมมองต่อสถานการณ์ทางการเมืองหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทำให้ทั้งพรรคเพื่อไทยและภาคภูมิใจไทย ชิงการเป็นผู้นำในการจัดตั้งรัฐบาล ว่า ทั้งพรรคเพื่อไทย และ พรรคภูมิใจไทย ตอบรับเงื่อนไขของพรรคประชาชน ทั้งการยุบสภา ภายใน 4 เดือน ก่อนยุบสภา และจัดการออกเสียงประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อปูทางไปสู่การเป็นรัฐบาล ทั้งนี้ตนมองว่าเมื่อได้เป็นรัฐบาลแล้วทุกพรรคย่อมต้องการที่จะอยู่ในอำนาจให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ดังนั้นสิ่งที่เคยรับปากไว้ก็อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอด เช่นเดียวกันกับที่เคยเกิดขึ้นต่อกรณีการฉีกบันทึกความเข้าใจเมื่อปี 2566 พรรคก้าวไกลในขณะที่กำลังพยายามจัดตั้งรัฐบาลและเกิดการข้ามขั้วในที่สุด
 
“การตอบรับเงื่อนไขเหล่านี้ โดยเฉพาะเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นเพียงการต่อรองกันทางการเมืองเท่านั้น เพราะรูปธรรมที่เกิดขึ้นมาโดยตลอดกว่าสองปีที่ผ่านมาคือ มีเพียงพรรคประชาชนที่เอาจริงเอาจังกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะที่พรรคเพื่อไทยติดอยู่แค่ขั้นตอนของการตีความ และพรรคภูมิใจไทยก็แทบมองไม่เห็นการขับเคลื่อนเหล่านี้ จึงไม่เชื่อว่าจะเกิดขึ้นเพราะยังไม่เห็นเจตจำนงที่จะผลักดันร่วมกันโดยถ้วนหน้าจากทุกฝ่ายทางการเมือง” ดร.ปุรวิชญ์ กล่าว

ดร.ปุรวิชญ์ กล่าวต่อว่า  รัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้นจะมีอายุสั้นมาก เนื่องจากเสถียรภาพทางการเมือง เสียงมีความกระจัดกระจาย ไม่ว่าขั้วไหนก็คงไม่สามารถคุมเสียงได้อย่างเบ็ดเสร็จ แต่ถึงแม้ว่าระยะเวลาจะสั้นแต่ก็เพียงพอที่จะเข้าควบคุมกลไกรัฐได้ทั้งหมด จึงเป็นผลดีต่อการเลือกตั้งในอนาคต ไม่ว่าพรรคไหนก็อยากเลือกตั้งตอนที่ตัวเองอยู่ในอำนาจ

“สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือทั้งเพื่อไทยและภูมิใจไทย หวังจะออกนโยบายลดแลกแจกแถม เพื่อนำไปสู่การหาเสียงในการเลือกตั้งครั้งถัดไป เพราะรู้ว่าอายุรัฐบาลใหม่เหลือไม่มาก ส่วนตัวคิดว่ากว่าที่รัฐบาลใหม่จะเข้าทำงานได้ก็คงเป็นช่วงปลายเดือน ก.ย. หรือ ต้นเดือน ต.ค. นี้ ซึ่งทันพอดีกับการประกาศใช้ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจําปี 2569 และหลังจากนั้นจะเป็นช่วงเวลาของการเบิกจ่ายทำผลงานสร้างคะแนนนิยมกันอย่างแน่นอน” ดร.ปุรวิชญ์ กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อว่า หากยุบสภาขึ้นในเวลานี้ ผู้ที่บาดเจ็บหนักที่สุดคือพรรคเพื่อไทย เพราะนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ได้ทำให้ความไว้วางใจของประชาชนสูญสิ้น และโพลคะแนนความนิยมของรัฐบาลก็ตกต่ำเป็นประวัติการณ์ ยังไม่นับว่านโยบายเรือธงจำนวนมากก็ไม่ประสบความสำเร็จได้อย่างที่ให้ความหวังไว้

ส่วนข้อถกเถียงเรื่องอำนาจของ นายภูมิธรรม เวชยชัย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี จะมีอำนาจในการยุบสภาหรือไม่ นักวิชาการธรรมศาสตร์ มองโดยเชื่อว่าไม่สามารถยุบได้ เพราะรัฐธรรมนูญเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า ให้นายกรัฐมนตรีถวายคำแนะนำให้พระมหากษัตริย์ทรงตราพระราชกฤษฎีกายุบสภา

"ตอนนี้เราไม่มีนายกฯ แต่มีผู้ปฎิบัติหน้าที่แทนนายกฯ คำถามแบบหลักรัฐศาสตร์เบื้องต้นเลยก็คือ คำว่านายกรัฐมนตรีกับผู้ปฎิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี มีอำนาจเทียบเท่ากันหรือไม่ มากไปกว่านั้นคือยังไม่เคยมีกรณีแบบนี้เกิดขึ้นในประเทศไทยมาก่อน ที่รักษาการนายกฯ จะมาดำเนินการยุบสภา และเมื่อสืบค้นต่อไปว่าเคยมีประเทศไหนในโลกหรือไม่ที่เป็นประชาธิปไตยแบบรัฐสภาและมีรักษาการนายกฯ ยุบสภาในช่วงการเมืองอยู่ในสภาวะสุญญากาศ ก็ยังค้นไม่เจอ" นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว

ดร.ปุรวิชญ์ กล่าว ยังกล่าวต่อไปอีกว่า กลไกที่ฝังเอาไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2560 ได้เปิดช่องให้เกิดสิ่งที่เรียกว่านิติสงครามเพื่อใช้กฎหมายเล่นงานฝ่ายตรงข้าม หนึ่งในนั้นคือความผิดเรื่องการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงที่ตีความได้กว้างขวาง และส่วนตัวกล้ายืนยันว่า น.ส.แพทองธาร จะไม่ใช่รายสุดท้ายที่โดนแต่จะมีเพิ่มเข้ามาอีก เพราะได้เล็งเห็นถึงอิทธิฤทธิ์ของความผิดฐานนี้แล้วว่าสามารถทำให้นายกรัฐมนตรีต้องหลุดออกจากตำแหน่งได้ง่ายๆ ถึงสองคน และนี่คือหนึ่งในตัวอย่างที่รัฐธรรมนูญปี 2560 ได้ออกแบบไว้ ซึ่งทำให้ศักยภาพทางการเมืองของสังคมไทยเกิดความไม่แข็งแรง จนทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่มีเสถียรภาพเพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาระยะยาวให้กับประเทศได้