วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม 2569

Login
Login

'ผู้ตรวจการแผ่นดิน' ชงสภาฯ แก้ พ.ร.บ.ปิดช่องโหว่ นอมินีต่างชาติ

'ผู้ตรวจการแผ่นดิน' ชงสภาฯ แก้ พ.ร.บ.ปิดช่องโหว่ นอมินีต่างชาติ

"ทรงศัก" เผยไทยเผชิยปัญหานอมินีต่างด้าว ฮุบที่ดิน ชงเรื่องต่อ "สภาฯ" แก้กฎหมาย ปิดช่องโหว่ นอมินีต่างชาติ พร้อมเสนอรายละเอียดให้ ครม. ตรวจสอบ

นายทรงศัก สายเชื้อ ผู้ตรวจการแผ่นดิน เผยว่า สถานการณ์คนต่างด้าวเข้ามาครอบครองหรือถือครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ในลักษณะของการค้าที่ดินโดยอาศัยคนไทยเป็น ตัวแทนอำพราง หรือ นอมินี มีจำนวนมาก บางส่วนสมรสกับคนไทยเพื่อให้ถือครองแทน  บางส่วนตั้งบริษัทที่มีคนไทยเป็นนอมินีถือหุ้น แต่คนต่างด้าวบริหารงานจริง ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่หลบเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมาย เป็นการอาศัยช่องว่างของ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 และกฎหมายอื่น ๆ  โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง เช่น กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต กระบี่ พังงา ประจวบคีรีขันธ์ ชลบุรี ระยอง ตราด และจันทบุรี เป็นต้น อีกทั้งส่งผลกระทบในวงกว้างทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ และขยายตัวไปเกือบทุกวงการไม่ว่าจะ ธุรกิจสีเทา Call center ยาเสพติด และอื่น ๆ

นายทรงศัก กล่าวต่อว่า จากปัญหาดังกล่าวสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้ตั้งคณะทำงานเพื่อลงพื้นที่สำรวจข้อเท็จจริงผ่านการเก็บรวบรวมข้อมูลทั่วประเทศ ทำงานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ และหน่วยงานกลางที่สำคัญ  เพื่อจัดทำความเห็นและข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลอย่างรอบด้านและเป็นระบบเพื่อการดำเนินงานเชิงรุก ดังนี้

1. ให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นเจ้าภาพหลักในการตรวจสอบและป้องกันการจัดตั้งนิติบุคคลที่ใช้คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าว และปรับปรุง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวฯ ให้ทันสมัย รวมทั้งออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการแก้ไขปัญหาการทำธุรกรรมอำพรางแทนคนต่างด้าว  

2. ให้กระทรวงมหาดไทยสั่งการผู้ว่าราชการจังหวัดตั้งคณะทำงานเชิงรุก ตรวจสอบทั้งพื้นที่เมือง แหล่งท่องเที่ยว และพื้นที่เกษตร พร้อมให้กรมที่ดินปรับแก้กฎหมายเพิ่มโทษจำคุก ปรับ และริบที่ดิน

3. ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่งเสริมศักยภาพเกษตรกรไทย และตั้งกลไกเฝ้าระวังการใช้คนไทยเป็นนอมินีในภาคเกษตรกรรม

4. ให้กอ.รมน. สนับสนุนด้านวิชาการ และงบประมาณแก่กอ.รมน.ภาค 4 และขยายผลให้ภาค 1-3 ร่วมดำเนินการด้วย

5. ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายให้ครอบคลุมทุกมิติ

6. ให้สภาทนายความ กำหนดจริยธรรมห้ามทนายความให้คำปรึกษาที่เอื้อต่อธุรกรรมอำพราง หากฝ่าฝืนให้ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

7. ให้คณะรัฐมนตรี พิจารณาออกกฎหมายเฉพาะว่าด้วยตัวแทนอำพรางในระดับ พ.ร.บ.  และจัดตั้งหน่วยงานกลางเฉพาะกิจเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

นายทรงศัก กล่าวต่อว่า ในการขับเคลื่อนด้านกฎหมาย ขณะนี้ได้เริ่มไปบางงส่วน เช่น  ส่งเรื่องให้กรรมาธิการ (กมธ.) กฎหมาย ของสภา พิจารณาใช้เป็นข้อมูลประกอบการออกกฎหมาย กรมที่ดินได้เข้าร่วมประชุมกับอนุกรรมการฯ และอยู่ระหว่างแก้ไขประมวลกฎหมายที่ดิน วุฒิสภาได้ส่งข้อเสนอแนะให้คณะกรรมาธิการด้านต่าง ๆ พิจารณา  สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรีโดยนายกรัฐมนตรีมอบหมายกระทรวงพาณิชย์ดำเนินการเรื่องระเบียบและกฎหมาย  กรมพัฒนาธุรกิจการค้าพัฒนาระบบ AI ตรวจสอบนิติบุคคลเสี่ยง และพัฒนาระบบวิเคราะห์แนวโน้มพฤติกรรมของนิติบุคคล (IBAS) จัดตั้งอนุกรรมการป้องกันและป้องปรามธุรกิจอำพรางของคนต่างด้าวโดย  รมช.พาณิชย์เป็นประธาน ทำ MOU แลกเปลี่ยนข้อมูลกับกรมที่ดิน และอยู่ระหว่างพิจารณาให้ความผิดตาม พ.ร.บ. ดังกล่าวเป็นความผิดมูลฐานของ ปปง.

"ในการประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. ได้รับทราบข้อเสนอแนะ และมอบหมายกระทรวงพาณิชย์ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสรุปผลโดยเร็ว ทั้งนี้ ผู้ตรวจการแผ่นดินและคณะกรรมาธิการฯ จะร่วมติดตามและผลักดันประเด็นสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ การตรากฎหมายเฉพาะ แก้ไขกฎหมายธุรกิจต่างด้าว แก้ไขประมวลกฎหมายที่ดิน ออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการแก้ไขปัญหาการทำธุรกรรมอำพรางแทนคนต่างด้าว และติดตามมาตรการต่าง ๆ ตามข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดินให้เป็นรูปธรรม เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติต่อไป" นายทรงศัก กล่าว

นายทรงศัก กล่าวต่อว่า ขณะนี้ได้รับเรื่องร้องเรียนเพิ่มเติมอีก 2 กรณี ได้แก่ การกว้านซื้อถ่านกะลามะพร้าวโดยชาวต่างชาติผ่านนอมินีในหลายพื้นที่ หลายจังหวัด และการเปิดร้านค้าปลีกโดยใช้แรงงานผิดกฎหมายในพื้นที่สถานีขนส่งสายใต้ และเพื่อสกัดการแทรกแซงทางเศรษฐกิจของทุนต่างชาติที่แฝงผ่านนอมินี ซึ่งได้เตรียมดำเนินการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใน 5 กลุ่มประเด็นสำคัญ ได้แก่  

1. กรณีโรงงานศูนย์เหรียญ เพื่อพิจารณาการดำเนินธุรกิจของทุนต่างชาติที่อาจฝ่าฝืนกฎหมาย

2. ธุรกิจก่อสร้าง เพื่อประเมินผลกระทบจากการแฝงตัวผ่านนอมินี  

3. ธุรกิจค้าปลีกและการขนส่ง เพื่อป้องกันการใช้ช่องโหว่กฎหมายและควบคุมสินค้ามาตรฐาน

 4. ธุรกิจท่องเที่ยว การบริการ และ SME ตลอดจนผลกระทลจากการใช้แพลตฟอร์มของต่างชาติในการซื้อสินค้าและขำระค่าสินค้า ระบบชำระเงินดิจิทัลด้วย Alipay และ Wechat Pay

และ5. การบังคับใช้กฎหมายและการให้คำปรึกษาทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกรณีนอมินี ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกับหน่วยงานในภาคอุตสาหกรรม การค้าปลีก การท่องเที่ยว และการบังคับใช้กฎหมาย

“หากปล่อยให้ปัญหานอมินีเรื้อรัง จะกระทบทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมในระยะยาว ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมีมาตรการเฉียบขาดทางกฎหมายและกลไกที่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง” นายทรงศัก กล่าว