วันพุธ ที่ 11 มีนาคม 2569

Login
Login

'ปธ.กมธ.ต่างประเทศ' หนุนฟ้อง 'กัมพูชา' ต่อศาลโลก แต่ต้องรอจังหวะ

'ปธ.กมธ.ต่างประเทศ' หนุนฟ้อง 'กัมพูชา' ต่อศาลโลก แต่ต้องรอจังหวะ

"ปธ.กมธ.ต่างประเทศ" เดินสายแจงข้อเท็จจริงของไทยในสถานการณ์รบ "กัมพูชา" พร้อมเห็นด้วย ยื่นฟ้องศาลโลก ปมก่ออาชญากรรมสงคราม แต่ต้องรอจังหวะเหมาะ

ที่รัฐสภา น.ส.สรัสนันท์ อรรณนพพร สส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการเดินสายชี้แจงข้อเท็จจริงกับสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคง ต่อสถานการณ์ขัดแย้งไทย-กัมพูชา ว่า เพื่อแสดงความกังวลใจฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งก่อนหน้านี้ กมธ. ได้พบปะกับประเทศจีน รัสเซีย อังกฤษ ฝรั่งเศส รวมถึง 18 ประเทศของสหภาพยุโรป การพูดคุยนอกจากข้อเท็จจรริงแล้ว จะเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ แสดงจุดยืนในความรุนแรงที่เกิดขึ้น   และวอนขอให้ทุกประเทศช่วยกันมอนิเตอร์และตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าว เพราะพบการปลอมแปลงข้อเท็จจริงจำนวนมาก และทำให้เกิดความเสียหายในเวทีโลก เป็นการสร้างความสับสนแก่ประชาคมโลก

เมื่อถามว่าหลังจากมีข้อตกลงหยุดยิงแล้วแต่ยังเกิดการปะทะจากฝ่ายกัมพูชา นานาประเทศมองอย่างไร ประธานกมธ.การต่างประเทศ กล่าวว่า เขารับฟัง ซึ่งหลายๆประเทศโดยเฉพาะโซนยุโรป ที่ไม่ได้มีส่วนได้เสียโดยตรงจากเรื่องนี้ ดังนั้น จุดยืนของเขาจึงสนับสนุนให้ทั้ง 2 ฝ่ายยับยั้งชั่งใจ ซึ่งทางเรายืนยันชัดเจนว่าเรายับยั้งชั่งใจมาตลอด และถ้าไม่จำเป็นเราไม่ได้เลือกที่จะปะทะ แต่เราปกป้องตัวเองเท่าที่จำเป็น

"จนถึงขณะนี้ ยังไม่ปรากฏภาพข่าวของชาวกัมพูชาได้รับความเสียหายหรือเสียชีวิต แต่ในทางกลับกันประเทศไทยไม่ได้คาดการณ์ หรือคาดคิดว่าความรุนแรงจะทวีความรุนแรงได้รวดเร็วทำให้เกิดความเสียหายขนาดนี้ ซึ่งเราคิดว่าเป็นความเสียหายที่ประชาคมโลกมีความจำเป็นที่จะต้องแสดงจุดยืน เพราะเป็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับประชาชนพลเรือนที่ไม่ได้มีการเตรียมความพร้อมกับสิ่งที่เกิดขึ้น" ประธานกมธ.การต่างประเทศ กล่าว

ประธานกมธ.การต่างประเทศ กล่าวต่อว่าสำหรับการประชุมกมธ. วันนี้ (31 ก.ค.)  ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการต่างประเทศ​ หน่วยงานความมั่นคง มาให้ข้อมูลว่าต่อจากนี้จะทำอย่างไรให้สถานการณ์คลี่คลายรวดเร็วที่สุดและเกิดความเสียหายน้อยที่สุด รวมถึงติดตามสถานการณ์ปัจจุบันของความสัมพันธ์ระหว่างไทย กับกัมพูชา และจะสอบถามถึงสถานการณ์ตามบริเวณชายแดนในปัจจุบันว่าหลังจากหยุดยิงแล้วการปะทะ หรือการปฏิสัมพันธ์ของฝ่ายทหารเป็นอย่างไร และอยากสอบถามผู้ว่าราชการ 4 จังหวัด คือ อุบลราชธานี สุรินทร์ ศรีสะเกษ และบุรีรัมย์ ในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน รวมถึงตัวแทนกองทัพภาคที่ 2 ที่จะมาให้ข้อมูล ซึ่งกมธ.อยากทราบว่าการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (General Border Committee – GBC) ว่าจะเป็นไปในทิศทางไหน 

เมื่อถามถึงหลายฝ่ายเสนอให้มีการฟ้องผู้นำกัมพูชาต่องศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) กรณีอาชญากรรมสงคราม น.ส.สรัสนันท์ กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าทำได้ แต่ยังไม่ถึงเวลา  ถ้าจะดำเนินการในเรื่องนี้ต้องมีหลักฐานเพียงพอ แต่เท่าที่ดูเขาก็มีคดีอื่นๆที่ไม่ได้รับการยอมรับจากประชาคมโลกอยู่แล้ว ดังนั้นต้องวางเป้าให้ดี

"จากสถานการณ์ขณะนี้เราต้องการอะไร ต้องการที่จะหยุดความรุนแรงเพื่อเจรจาต่อ หรือพยายามที่จะกำจัดบุคคลหรือครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งให้ออกไปจากซีน ซึ่งเป็นกระบวนการที่ใช้เวลาและสู้กันอีกนานเป็นปีๆ ดังนั้นสิ่งสำคัญเป้าหมายหลัก คือหยุดรบก่อน เพื่อให้ประชาชนได้กลับมาใช้ชีวิตปกติสุขและปลอดภัย อย่างไรก็ตามเป็นหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศ ที่จะเป็นตัวกลางเจรจาในรายละเอียด ส่วนเกมการเมืองระดับภูมิภาคต้องจับตาดูเพราะมีการเคลื่อนไหวทั้งจากจีน และสหรัฐอเมริกาที่มีนัยสำคัญ"  น.ส.สรัสนันท์ กล่าว

น.ส.สรัสนันท์ กล่าวย้ำว่า เป็นเวลาของประเทศไทยที่จะต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ๆ ที่จะต้องพิจารณาดีๆว่าเราจะวางจุดไหน อยู่มิติไหน ให้เหมาะสมและเสียหายน้อยที่สุด แต่ไม่ใช่การเลือกฝักฝ่าย เพราะขณะนี้การค้าก็ถูกกดดันเรื่องภาษี ทำให้ทราบเจตนารมณ์ของสหรัฐว่าต้องการกดดันเราผ่านกรอบอะไรบ้าง เป็นที่น่ากังวลเพราะท้ายที่สุดแล้วกลายเป็นประเทศไทยที่ถูกกดดัน ซึ่งเป็นเกมของใครเราต้องมานั่งคุยกันอีกที