วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

'ผอ.พศ.' เร่งพลิกวิกฤต เป็นโอกาส ล้างบาง 'พระฉาว' เชิงรุก

'ผอ.พศ.' เร่งพลิกวิกฤต เป็นโอกาส  ล้างบาง 'พระฉาว' เชิงรุก

“อินทรพร” ยกคติธรรมสอนพระ “คนใดทำกรรมไว้ก็รับผลกรรมของตัวเอง” มองข่าวฉาว "พระสงฆ์" เป็นโอกาส ล้างบางเชิงรุก

ที่รัฐสภา นายอินทพร จั่นเอี่ยม ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ต่อการตรวจสอบบัญชีรายรับ รายจ่ายของวัด ว่า มีกฎกระทรวง เมื่อปี 2564 กำหนดให้วัดต้องทำบัญชีรับจ่ายตามแบบฟอร์มที่สำนักงานพระพุทศาสนาแห่งชาติกำหนด รวมถึงต้องเปิดบัญชีธนาคารเป็นชื่อของวัด โดยมีผู้มีอำนาจเบิกจ่าย 2 ใน 3 นอกจากนี้จะต้องถือเงินสดไม่เกิน 1 แสนบาท เกินจากนั้นให้ฝากธนาคาร ทั้งนี้กฎกระทรวงดังกล่าวไม่มีมาตรการบังคับ  จึงเกิดมติมาเถรสมาคม คือ ใช้อำนาจการปกครองของคณะสงฆ์ เพื่อให้วัดมีกระบวนการจัดการทรัพย์สินของวัด หากไม่ปฏิบัติตามจะมีผลในการตรวจสอบ ลงโทษ เหมือนกับวินัยข้าราชการ 

เมื่อถามว่า มาตรการที่ออกมาจะช่วยได้จริงหรือไม่ เพราะการปฏิบัติจริงยังมีความหละหลวมอยู่ นายอินทพร กล่าวว่า ครั้งนี้เป้นการใช้วิกฤติให้เป็นโอกาส เพราะเกิดผลกระทบอย่างรุนแรง ซึ่งวันพรุ่งนี้ (16 ก.ค.) นายสุชาติ จะไปมอบนโยบายให้สำนักงานพระพุทธศาสนาทั่วประเทศ  จึงเป็นโอกาสในการทำงานเชิงรุกมากขึ้นกับวัดที่มีรายได้สุ่มเสี่ยง ส่งผลกระทบต่อความไม่โปร่งใส หรือวัดที่ขัดหลักธรรมาภิบาล ไม่สามารถตรวจสอบได้ 

เมื่อถามว่าจะมีมาตรการเรียกความศรัทธาให้ประชาชนกลับมาได้อย่างไร นายอินทพร กล่าวว่า "เรามีพระ 3 แสนรูป พระดีๆยังมีอีกเยอะทั้งนี้ไม่อยากจะแก้ตัวว่าเป็นเรื่องของบุคคล คนใดทำกรรมไว้ ต้องได้รับผลกรรมของตัวเองไป แต่กรรมนั้นส่งผลกระทบต่อภาพรวม ดังนั้นหากประชาชนเห็นสิ่งที่ไม่ชอบมาพากล ต้องช่วยตรวจสอบ" 

เมื่อถามว่า ร่างกฎหมายห้ามพระเสพเมถุนดำเนินการไปถึงไหนแล้ว นายอินทพร กล่าวว่า ส่งไปให้หลายส่วนที่เกี่ยวข้องแสดงความเห็น พบว่ามีความเห็นที่หลากหลาย  โดยเฉพาะบทกำหนดโทษไม่ว่าจะเป็นพระ สีกา หรือผู้ชายก็ดี ที่มีการเสพเมถุนกัน ยังมีอีกหลายกรณีที่ไม่ได้มีการเสพเมถุนอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องที่ทำให้คณะสงฆ์ได้รับความเสื่อมเสีย การการอวดอุตตริ การสัก การรดน้ำมนต์ ก็อยู่ในบทลงโทษด้วย บางโทษมีผู้แสดงความเห็นว่าสูงเกินไป 

เมื่อถามถึงการดำเนินการกับพระที่มีประเด็นกับสีกากอล์ฟเพิ่มเติม นายอินทพร กล่าวว่า การประชุมเมื่อวันที่13 ก.ค. ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นการประชุมเร่งด่วน ที่ให้เจ้าคณะภาคต้องรับเรื่อง จามที่พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ว่าพระที่ยังไม่สามารถติดต่อได้ หรือยังไม่ลาสิกขาได้ ให้มารายงานตัวชี้แจง วันนี้มี 1 รูป ทางเจ้าคณะจังหวัดพิจิตรยืนยันว่าลาสิกขาไปแล้ว ส่วนในเรื่องพระธรรมวินัย ก็ได้ถือว่าสิ้นสุดไปแล้ว แต่หากพบว่ามีเส้นทางการเงินที่ไปเกี่ยวข้องกับวัดหรือนำเงินวัดไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เอาเงินวัดไปใช้เงินส่วนตัว ก็ถือว่าตอนนั้นยังเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ