วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม 2569

Login
Login

รองโฆษก ปชน.ซัด 'ทักษิณ' ทำลายหลักการ ผ่าทางตันหรือตอกลิ่มประเทศ

รองโฆษก ปชน.ซัด 'ทักษิณ' ทำลายหลักการ ผ่าทางตันหรือตอกลิ่มประเทศ

เมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2568 น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ รองโฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) แสดงความเห็นถึงการให้สัมภาษณ์ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผ่านเวทีแสดงวิสัยทัศน์ของเครือเนชั่น เมื่อ 9 ก.ค.ที่ผ่านมาว่า ฟังจบ 2 รอบ ขอแสดงความเห็นสักหน่อย จนถึงวันนี้ดิฉันคิดว่า ไม่มีใครตั้งคำถามแล้ว ว่าคุณทักษิณออกมาแสดงวิสัยทัศน์การบริหารประเทศในฐานะอะไร มีแต่คนเขารอฟังซะด้วยซ้ำ เพราะนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีผู้ปฏิบัติงานจริงไม่เคยสามารถแสดงวิสัยทัศน์ได้ทะลุปรุโปร่งเลยในหลายวาระที่คนในประเทศต้องการ มีแต่จะรอฟังคุณทักษิณ และก็ต้องยอมรับว่า ตั้งแต่ นายกฯ แพทองธาร รับตำแหน่ง การปรากฏตัวของคุณทักษิณทุกครั้งมักมาพร้อมกับ Hidden agenda เสมอ

น.ส.ภคมน ระบุว่า ดิฉันจำได้ว่าในการอภิปรายนโยบายของรัฐบาลอิ๊งค์ 1 ดิฉันต้องอภิปรายเมกะโปรเจกต์อย่างแลนด์บริดจ์ ให้ตายเถอะ ในการทำข้อมูลพยายามค้นทุกข่าว อ่านทุกรายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่รู้ความคืบหน้าอะไรเลย จนกระทั่งบนเวทีแสดงวิสัยทัศน์ที่คุณทักษิณออกมาเปิดเผยว่าโครงการแลนด์บริดจ์ได้มีการเจรจากับนักลงทุนต่างชาติแล้ว แต่เขาสนใจลงทุนเพียงขาเดียว ซึ่งนี่เป็นความคืบหน้าเดียวที่เราไม่เคยรู้จากคนที่มีตำแหน่งในรัฐบาล หรือแม้กระทั่งเรื่องเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ คนที่เปิดเผยคนแรกก็คือคุณทักษิณอีกเช่นกัน

ดังนั้น การปรากฏตัวหลังสถานการณ์ฝุ่นตลบทางการเมืองครั้งนี้ ดิฉันคิดว่า คนส่วนใหญ่ก็เฝ้ารอฟังยุทธศาสตร์การพาประเทศฝ่าทางตันจากพ่อนายกรัฐมนตรี แต่กลับกลายเป็นว่าเวทีนี้เราไม่เห็นยุทธศาสตร์อะไรเลย นอกจากได้เห็นตัวตนของคุณทักษิณที่ชัดเจน และตอกย้ำว่า คุณทักษิณไม่เปลี่ยนการมองและการบริหารประเทศแบบเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางเลย ประเทศไทยยังคงหมุนรอบตัวคุณทักษิณ

ย้ำว่าไม่ใช่หมุนรอบตระกูลชินวัตร แต่เป็นการหมุนรอบตัวคุณทักษิณคนเดียว เพราะทุกคำที่พูดออกมา ไม่มีช่วงไหนเลยที่เป็นการนำเสนอศักยภาพของคุณแพทองธารให้ประชาชนได้มั่นใจ ยิ่งพูดยิ่งเล่ายิ่งเห็นว่าคุณแพทองธาร ไม่มีความสามารถที่จะเป็นนายกฯได้เลย สิ่งที่คุณทักษิณพูดบนเวทีถึงคุณแพทองธารเป็นบทบาทของ “ปลัดประเทศ” ไม่ใช่นายกรัฐมนตรี

บอกตรง ๆ ว่าตลอดที่ดูการสัมภาษณ์เกือบ 2 ชั่วโมงเราอยากฟังวิสัยทัศน์ยาวๆ และสิ่งที่ได้คือการตอบสั้น ๆ กั๊ก ๆ ตามสไตส์ผู้เก๋าเกมทางการเมืองที่ การพยายามแสดงตัวว่า “อั๊วะเอาอยู่อย่าตีโพยตีพาย”

ทั้งที่วันนี้ ดิฉันเชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศเขาอยากได้ยินว่ารัฐบาลจะฝ่าวิกฤติชายแดนได้อย่างไร ประเทศไทยจะมีทางออกต่อกำแพงภาษีของสหรัฐอย่างไร แต่เราไม่ได้ยินคำอธิบายที่เป็นยุทธศาสตร์แบบแผนเลย สิ่งที่ได้ฟังมีแต่บอกว่า “ผมอยู่ตรงนี้อย่าตกใจ ผมอยู่ตรงนี้ ผมเอาอยู่ ผมไม่โง่” อะไรทำนองนี้ตลอดการสัมภาษณ์

ถ้าดิฉันจะตั้งคำถามในฐานะประชาชนคนหนึ่งว่า แล้วถ้าประเทศไทยไม่มีคุณทักษิณล่ะ จะไปอย่างไรต่อได้? ทำไมคนที่อ้างมาตลอดว่าหวังดีกับชาติบ้านเมือง ไม่พยายามที่จะสร้างระบบ ที่ส่งต่อไปสู่การพัฒนาได้ หากวันที่คุณทักษิณวางมือทางการเมือง และที่ชัดเจนที่สุดในการสัมภาษณ์ครั้งนี้คือ เราเห็นการแสดงตัวเพื่อยืนยันกับผู้ออกใบอนุญาตว่า “ผมยังอยู่ตรงนี้ ข้อตกลงที่ให้กันไว้ยังคงยืนยันจะปฏิบัติ อย่าให้ใครมาแทนที่” ถึงขนาดที่มานั่งผสมสีบนเวที สิ่งที่พูดออกมาว่าน่าผิดหวังแล้ว สิ่งที่ไม่ได้พูดยิ่งน่าผิดหวังยิ่งกว่า

คุณทักษิณไม่แม้แต่จะพูดถึง “นิติสงคราม” ในเชิงวิพากษ์หลักการทั้งที่วันนี้ เวลาเพียง 2 ปี พรรคเพื่อไทยโดนนิติสงครามเล่นงานนายกรัฐมนตรีไปแล้วถึง 2 คน ชะตากรรมที่เกิดกับพรรคเพื่อไทย ไม่ควรจะเกิดขึ้นด้วยซ้ำแต่คุณทักษิณยังไม่กล้าแม้จะยืนยันหลักการและไม่ได้พูดถึงการสร้างระบบการเมืองที่เข้มแข็ง เพื่อที่ประเทศจะได้ไม่ต้องพึ่งพา “ซูเปอร์แมน” เขาไม่ได้พูดถึงการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมให้เท่าเทียม เพื่อที่ทุกคนจะอยู่ใต้กฎหมายเดียวกัน และเขาไม่ได้พูดถึงการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่เคารพความเห็นต่าง เพื่อลดความขัดแย้งในระยะยาว หนำซ้ำยังกลับแสดงออกถึงวิธีคิดที่ทำลายระบอบรัฐสภาผ่านเนื้อเพลงว่า “ฉันเปล่าชวนนะ เขามาเอง” พร้อมทำลายทุกหลักการเพื่อยืดลมหายใจของรัฐบาล ไม่มีความพยามจะสร้างระบบแถมยังไม่เชื่อในระบอบ

ท้ายที่สุดแล้ว การขึ้นเวทีของคุณทักษิณ ไม่ใช่การ “ผ่าทางตัน” ให้กับประเทศไทย แต่กลับเป็นการ “ตอกลิ่มประเทศ” ให้จมอยู่กับวังวนของปัญหาเดิม ๆ นั่นคือ การยึดติดกับตัวบุคคลมากกว่าระบอบ

ในฐานะคนที่ยังมีความหวังในประเทศนี้ยังอยากเห็นสังคมนี้เป็นของพวกเราคนธรรมดาทุกคน การทำการเมืองแบบนี้ สำหรับดิฉัน ไม่ใช่การเมืองที่หวังดีกับประเทศการเมืองแบบที่ต้องมีตัวเองอยู่ในทุกสมการ ไม่ใช่การเข้ามาเปลี่ยนประเทศ และพร้อมจะส่งต่อสังคมให้คนอื่นแต่คือการทำการเมืองแบบที่มองประเทศนี้เป็น “รัฐสมบัติ” (ตัวเอง)

ข้อมูลจาก: Pukkamon Nunarnan - ภคมน ลิซ่า หนุนอนันต์