วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

รทสช. หวั่น เจรจา ‘ภาษีสหรัฐฯ’ ไม่ทันเดตไลน์ จี้ ‘พิชัย’ งัดแผนสำรอง

รทสช. หวั่น เจรจา ‘ภาษีสหรัฐฯ’ ไม่ทันเดตไลน์ จี้ ‘พิชัย’ งัดแผนสำรอง

“รทสช.” เผย เจรจา “ภาษีสหรัฐฯ” น่ากังวล ยังไร้ข้อสรุป ต้องปรับเงื่อนไขใหม่ หวั่น ไม่ทันเดตไลน์ 9ก.ค.นี้ จี้ “พิชัย-ทีมไทยแลนด์” ต้องงัดแผนสำรอง รับกระทบส่งออกหนักแน่ สินค้าไทยจะแพงกว่าเวียดนาม 16%

นายธนกร วังบุญคงชนะ รองหัวหน้าพรรค และสส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวว่า หลังจากที่นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง นำคณะเจรจา ภาษีสหรัฐ หรือ ทีมไทยแลนด์ เข้าสู่กระบวนการเจรจาเกี่ยวกับภาษีอย่างเป็นทางการกับสหรัฐฯ โดยได้พบกับภาครัฐ และบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องในระดับนโยบาย ทั้ง ประธานผู้แทนการค้าสหรัฐ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ แล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีความน่ากังวลเพราะการเจรจาดังกล่าวยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนเนื่องจากต้องมีการปรับข้อตกลงและเงื่อนไขใหม่ และเข้าใจว่าจะต้องนำข้อตกลงใหม่บินกลับไปเจรจากับทางการสหรัฐฯ อีกรอบ ตนจึงรู้สึกเป็นห่วงว่ากระบวนการดังกล่าวน่าจะไม่ทันเดตไลน์ หรือเส้นตายที่ ประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ประกาศไว้ใน 90 วันซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 9 ก.ค.นี้ หรือมีเวลาแค่ 4 วันเท่านั้น ซึ่งตนมองว่านายพิชัยและทีมไทยแลนด์ ทีมนโยบายเศรษฐกิจจำเป็นจะต้องเตรียมแผนสำรองเพื่อรองรับสถานการณ์เกี่ยวกับการเก็บภาษีของสหรัฐฯ ที่จะส่งผลกระทบต่อภาคส่งออกอย่างหนักแน่นอน  

ทั้งนี้ ถ้าไทยถูกเก็บภาษีที่ 36% เมื่อเทียบกับเวียดนามที่ถูกลดเหลือ 20% สินค้าไทยแพงกว่าตั้ง 16% ซึ่ง ภาคส่งออกของเราจะมีปัญหาแน่นอน ทำให้ความสามารถการแข่งขันในการส่งออกลดลง และสินค้าได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เนื่องจากเวียดนามส่งออกสินค้าโครงสร้างใกล้เคียงกับไทย ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะภาคการส่งออกและการลงทุน สินค้าไทยที่ส่งออกไปสหรัฐฯ จะมีราคาสูงขึ้น ทำให้สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และอาจส่งผลให้โรงงานในไทยต้องลดกำลังการผลิตหรือปิดกิจการ ซึ่งจะนำไปสู่การว่างงาน ตกงานและปัญหาค่าครองชีพในประเทศสูงขึ้นตามมา

“ขอฝากไปยังนายพิชัยและทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลว่า ต้องชี้แจงเรื่องนี้ให้ประชาชนเข้าใจภายหลังการเจรจาอย่างเป็นทางการรอบแรกไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนกลับมา และหลังจากนี้ต้องระดมความคิดจากผู้เชี่ยวชาญที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจเพื่อร่วมหาทางออกให้กับประเทศที่ดีที่สุด โดยรัฐบาลต้องเตรียมมาตรการสำรองหรือ แผนฉุกเฉินออกมารองรับสถานการณ์ให้รอบด้านทุกมิติ เพื่อช่วยเหลือพยุงผู้ส่งออก ซึ่งถือเป็นรายได้หลักของประเทศ เช่น การหาตลาดใหม่ที่ลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ และมีมาตรการสนับสนุนด้านการเงิน และออกมาตรการช่วยเหลือแรงงานภายในประเทศไว้ล่วงหน้าด้วย“ นายธนกร กล่าว