วันพุธ ที่ 11 มีนาคม 2569

Login
Login

‘ครูธัญ’ แนะ เปลี่ยนระบบ ‘ทหารเกณฑ์’ มาลงทุนในมนุษย์ ส่งผลดี ศก.

‘ครูธัญ’ แนะ เปลี่ยนระบบ ‘ทหารเกณฑ์’ มาลงทุนในมนุษย์ ส่งผลดี ศก.

“ครูธัญ” ชี้ ระบบทหารเกณฑ์ไทยควรปรับเป็นการลงทุนในมนุษย์ ยกระดับความมั่นคงอย่างยั่งยืน และส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ

นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า ระบบทหารเกณฑ์ไทยควรได้รับการปรับเปลี่ยนจากการเป็นเพียงกลไกด้านความมั่นคงในเชิงยุทธศาสตร์ ให้กลายเป็นการลงทุนในทุนมนุษย์ (Social Investment) ที่มุ่งพัฒนาศักยภาพของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะชายหนุ่มจากครอบครัวที่มีรายได้น้อย ซึ่งมักไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเข้ารับราชการในระบบเกณฑ์

นายธัญวัจน์ กล่าวว่า ข้อมูลในช่วงปี พ.ศ. 2564–2567 ประเทศไทยมีจำนวนผู้สมัครใจเข้ารับราชการทหารกองประจำการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 28,572 คนในปี 2564 เป็น 38,160 คนในปี 2567 ขณะที่จำนวนที่กองทัพต้องการลดลงจาก 105,000 คน เหลือเพียง 85,000 คน สะท้อนแนวโน้มการปรับลดขนาดกองทัพควบคู่กับการส่งเสริมระบบสมัครใจ ทั้งนี้ ปี 2564 เป็นปีที่ยังอยู่ภายใต้ผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ทำให้ตลาดแรงงานหดตัวและโอกาสทางอาชีพของคนรุ่นใหม่จำกัด ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้คนหันมาสมัครเข้ารับราชการทหารมากขึ้นในฐานะทางเลือกที่ให้รายได้ ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ต่อเนื่องถึงปี 2567 ก็อาจมีผลให้แนวโน้มนี้ดำรงอยู่เช่นเดิม โดยในปี 2567 จำนวนผู้สมัครใจเพิ่มขึ้นคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 6.9% เมื่อเทียบกับปี 2566 และเพิ่มขึ้นกว่า 33.5% เมื่อเทียบกับปี 2564

นายธัญวัจน์ กล่าวว่า กระทรวงกลาโหมควรจัดทำงบประมาณที่คำนึงถึงความเสมอภาคทางเพศ (Gender Responsive Budgeting: GRB) ควบคู่กับ Social Investment ซึ่งจะส่งผลดีในหลายมิติ โดยเฉพาะต่อ “ทหารเกณฑ์” ที่จะได้รับการพัฒนาทักษะวิชาชีพระหว่างรับราชการ ทำให้หลังปลดประจำการมีศักยภาพในการเข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้น ลดความเสี่ยงในการตกงานหรือวนกลับเข้าสู่ความยากจน ประเทศจะได้แรงงานที่มีคุณภาพมากขึ้นโดยไม่ต้องใช้งบซ้ำซ้อนในระบบฝึกอาชีพ และสามารถลดต้นทุนทางสังคมในระยะยาว เช่น อัตราว่างงาน อาชญากรรม หรือภาระรัฐสวัสดิการ ขณะเดียวกัน กองทัพเองก็จะมีภาพลักษณ์ใหม่ในฐานะ “กลไกพัฒนาคน” ไม่ใช่เพียงสถาบันความมั่นคงเชิงอาวุธ ซึ่งจะเสริมความไว้วางใจจากสังคมและเปิดประตูสู่ความร่วมมือพลเรือน-ทหารในระยะยาว

“การเปลี่ยนงบประมาณในระบบทหารเกณฑ์ ซึ่งมีต้นทุนทางเศรษฐกิจจากการดึงชายหนุ่มกว่า 85,000 คนออกจากตลาดแรงงานถึง 2 ปี คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 40,800 ล้านบาท ให้กลายเป็นการลงทุนในทุนมนุษย์ผ่านการฝึกอาชีพอย่างแท้จริง จะไม่ใช่แค่การสร้างรายได้ใหม่ แต่คือการปลดล็อกศักยภาพของคนที่ถูกระบบกีดกันออกจากโอกาสทางเศรษฐกิจมาอย่างยาวนาน 

มูลค่าทางเศรษฐกิจที่ได้กลับคืนจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นของอดีตทหารเกณฑ์จะสูงถึง 51,000 ล้านบาทใน 10 ปี หรือคิดเป็นผลตอบแทน 125% ของต้นทุน และหากรวมมูลค่าทางสังคมจากการลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงอาชีพของชายหนุ่มจากครอบครัวยากจน มูลค่าผลตอบแทนรวมจะเพิ่มเป็นกว่า 81,600 ล้านบาท หรือคิดเป็น 200% ของงบที่ลงทุนไป 

การลงทุนนี้จึงไม่ได้คืนทุนแค่ในเชิงบัญชี แต่คือการคืนศักดิ์ศรี คืนทุนชีวิต และคืนโอกาสให้กับผู้ชายตัวเล็ก ๆ ที่ถูกใช้ในนามของชาติ โดยไม่มีการพัฒนาใดตอบแทนเลยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา” นายธัญวัจน์กล่าว

นายธัญวัจน์ ได้ยกตัวอย่างประเทศที่ประสบความสำเร็จ เช่น อิสราเอลและฟินแลนด์ ที่สามารถใช้ระบบทหารเกณฑ์เพื่อสร้างทักษะด้านเทคโนโลยี วิศวกรรม และวิชาชีพต่างๆ จนกองทัพกลายเป็นโรงเรียนของทุนมนุษย์ได้ หากมีวิสัยทัศน์ที่มองไกลกว่าเพียงเครื่องแบบและคำสั่ง

“การเปลี่ยนระบบทหารเกณฑ์ให้เป็นการลงทุนในคน ไม่ใช่การต่อต้านกองทัพ แต่คือการชวนให้กองทัพก้าวไปพร้อมกับประชาชน และชายหนุ่มจากครอบครัวยากจนก็จะมีโอกาสตั้งตัว สร้างอนาคต และมีครอบครัวของตนเองได้อย่างมีศักดิ์ศรี” นายธัญวัจน์ กล่าว