วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม 2569

Login
Login

ศาลสั่ง ‘ยิ่งลักษณ์’ ชดใช้หมื่นล้าน ร่วมรับผิดปล่อยโกงข้าวจีทูจี

ศาลสั่ง ‘ยิ่งลักษณ์’ ชดใช้หมื่นล้าน ร่วมรับผิดปล่อยโกงข้าวจีทูจี

ด่วน! ศาลปกครองสูงสุด แก้คำพิพากษาศาลปกครองกลาง สั่ง 'ยิ่งลักษณ์' ชดใช้ความเสียหายคดีจำนำข้าว 10,028 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2568  เวลา 13.30 น. ศาลปกครองสูงสุด อ่านคำพิพากษา ในคดีหมายเลขดำที่ อผ.163-166/2564 ระหว่าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กับ พวกรวม 2 คน (ผู้ฟ้องคดี) กับนายกรัฐมนตรี กับพวกรวม 9 คน (ผู้ถูกฟ้องคดี ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และคดีพิพาทที่เกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย กรณีการเรียกความเสียหายทางละเมิด คดีโครงการรับจำนำข้าว มูลค่ารวมกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท

ล่าสุด ศาลปกครองสูงสุด พิพากษาแก้ มีคำสั่งให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชดใช้ความเสียหายที่เกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าว 10,028 ล้านบาท

โดยศาลปกครองสูงสุด วินิจฉัยเพิกถอนคำสั่งของกระทรวงการคลัง ที่สั่งให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชดใช้ค่าเสียหายโครงการรับจำนำข้าว 3.5 หมื่นล้านบาท ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่สั่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดเฉพาะในส่วนของการระบายข้าว (จีทูจี) 50% ของมูลค่า 20,000 ล้านบาท เนื่องจากเป็นการใช้อำนาจทางปกครองดำเนินการ

ทั้งนี้ ป.ป.ช. และ สตง. เคยทำหนังสือเตือนว่าอาจมีการทุจริต แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กลับไม่ดำเนินการใดๆ เพื่อระงับยับยั้ง จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ทำให้เจ้าหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์ ทำให้เกิดความเสียหายต่อรับการเงินการคลังของประเทศ มูลค่า 20,057,723,761 บาท และไม่มีเหตุอันควรยกเว้นความผิด จึงให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่กระทรวงการคลัง ร้อยละ 50 ของความเสียหาย จำนวน 10,028,861,880 บาท

ศาลสั่ง ‘ยิ่งลักษณ์’ ชดใช้หมื่นล้าน ร่วมรับผิดปล่อยโกงข้าวจีทูจี

โดยศาลปกครองสูงสุด เห็นว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ไม่ได้ติดตามการระบายข้าวแบบจีทูจีอย่างเต็มความสามารถ และใกล้ชิด รวมถึงเข้าร่วมประชุม กขช.เพียงครั้งเดียว และตลอดการดำเนินโครงการมีหนังสือทักท้วง และมีข้อเสนอแนะจาก สตง. ว่าโครงการมีการทุจริต ขอให้ยกเลิกโครงการดังกล่าว แต่ก็ยังดำเนินโครงการต่อพฤติการณ์ดังกล่าว จึงเห็นได้ว่ายังคงละเว้นเพิกเฉยไม่ติดตามให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานผลความเสียหายให้ทราบเพื่อป้องกันปัญหา ซึ่งโดยวิสัยของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เมื่อได้รับทราบว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นก็ควรติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิด แต่ไม่ได้ดำเนินการจนทำให้เกิดเหตุทุจริตส่งผลให้การระบายข้าวไม่ทัน ต้องนำมาเก็บไว้ และเกิดการเน่าเสียพฤติการณ์ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จึงเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงที่ต้องรับผิดทางละเมิดต่อกระทรวงการคลัง

ส่วนกรณี โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปีนาปัง เป็นความผิดของเจ้าหน้าที่ จึงเห็นว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายทางละเมิดในส่วนนี้

จึงมีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้คำสั่งกระทรวงการคลังที่1351/2559 ลงวันที่ 13 ต.ค.2559 ที่สั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 35,717,273,028.23 บาท โดยให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จ่ายชดใช้เฉพาะค่าเสียหายที่เกิดขึ้นในขั้นตอนการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ เป็นจำนวนเงิน 10,028 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 50 ของความเสียหายที่เกิดขึ้นในขั้นตอนดังกล่าว

ศาลสั่ง ‘ยิ่งลักษณ์’ ชดใช้หมื่นล้าน ร่วมรับผิดปล่อยโกงข้าวจีทูจี

สำหรับบรรยากาศที่สำนักงานศาลปกครอง สำนักงานฯ ได้มีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สน. ทุ่งสองห้องราว 20 นายมารักษาความสงบเรียบร้อย ขณะเดียวกันก็มีสื่อมวลชนทั้งจากไทย และต่างประเทศมาติดตามการอ่านคำพิพากษา ขณะเดียวกันนายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษาที่ศาลด้วย

นายนรวิชญ์ ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าฟังคำพิพากษาว่า มาฟังคำพิพากษาของศาลในฐานะที่เป็นทนายความส่วนตัวของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ส่วนในวันนี้ตนยังไม่ได้เตรียมอะไรมาใช้ในชั้นศาลเพราะว่า ในวันนี้เป็นเพียงแค่การนัดฟังคำพิพากษาเท่านั้น

เมื่อถามว่าในฐานะที่เป็นทนายความส่วนตัวของนางสาวยิ่งลักษณ์ เจ้าตัวได้ฝากอะไรผ่านมาหรือไม่ นายนรวิชญ์ กล่าวว่า ยังไม่ได้พูดคุยกับนางสาวยิ่งลักษณ์ และในการต่อสู้คดีที่กินเวลานานหลายปี ตนหวังว่าเมื่อคำพิพากษาของศาลปกครองกลางเป็นคุณกับฝ่ายเรา เราจึงหวังว่าในคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ก็น่าจะมีผลคำพิพากษาออกมาเป็นคุณด้วยเช่นเดียวกัน

เมื่อถามว่าทรัพย์สินที่โดนอายัดอยู่มีกี่รายการ และมูลค่าสูงแค่ไหน นายนรวิชญ์ กล่าวว่า ทรัพย์สินที่โดนอายัดอยู่นั้นมีจำนวน 30 กว่ารายการ แต่มูลค่าของทรัพย์สินที่รวมกันทั้งหมดนั้น ตนจำไม่ได้ว่ามีมูลค่ามากแค่ไหน

ก่อนหน้านี้ เมื่อปี 2566 ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาเพิกถอนคำสั่ง กระทรวงการคลังที่ 1351/2559 ลงวันที่ 13 ต.ค.2559 ที่เรียกให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 (นางสาวยิ่งลักษณ์) ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นเงิน 35,717,273,028.23 บาท เพิกถอนคำสั่ง ประกาศ และการดำเนินการใดๆ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 7 ถึงที่ 9 (กรมบังคับคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 7 อธิบดีกรมบังคับคดี ที่ 8 เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีแพ่ง กรุงเทพมหานคร 6 ที่ 9) ในการยึด อายัดทรัพย์สินเพื่อดำเนินการขายทอดตลาดที่สืบเนื่องจากคำสั่งกระทรวงการคลังดังกล่าว และเพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลัง ตามหนังสือลับ ด่วนที่สุดที่ กค 0206/ล 2174 ลงวันที่ 30 สิงหาคม 2562 ที่ยกคำร้องขอกันส่วนในฐานะเจ้าของรวมของผู้ฟ้องคดีที่ 2 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

ศาลปกครองกลาง พิเคราะห์แล้วเห็นว่าการที่คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด เห็นว่า มีบุคคลที่เกี่ยวข้องหลายคนในมูลละเมิดกรณีโครงการรับจำนำข้าว ย่อมเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการฯที่จะต้องดำเนินการสอบสวนหาตัวผู้รับผิด และจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่มีเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องอีกหลายคนต้องชดใช้ เพื่อที่จะให้เจ้าหน้าที่อื่นที่มีส่วนต้องรับผิดในมูลละเมิดเดียวกันกับผู้ฟ้องคดีที่ 1 รับผิดตามสัดส่วนเฉพาะในส่วนของตน แล้วจึงนำจำนวนเจ้าหน้าที่ทั้งหมดที่ต้องรับผิดมากำหนดสัดส่วนความรับผิดของแต่ละคน มิใช่พิจารณาเพียงเสนอความเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ผู้เดียวเป็นผู้กระทำโดยจงใจปล่อยให้มีการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว และเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ทางราชการ

กรณีจึงฟังไม่ได้ว่าผู้ฟ้องคดีที่ 1 กระทำโดยจงใจปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว และเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ทางราชการที่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 ตามมาตรา 10 ประกอบมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดฯ

ศาลสั่ง ‘ยิ่งลักษณ์’ ชดใช้หมื่นล้าน ร่วมรับผิดปล่อยโกงข้าวจีทูจี

คำสั่งกระทรวงการคลัง ที่ 1351/2559 ลงวันที่ 13 ต.ค.2559 ที่เรียกให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีเหตุที่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 จำต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากคำสั่งดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 7 ถึงที่ 9 จึงไม่มีอำนาจที่จะใช้มาตรการบังคับทางปกครองตามมาตรา 57 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ดำเนินการยึด อายัดทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีที่ 1 เพื่อดำเนินการขายทอดตลาด และไม่มีอำนาจที่จะใช้มาตรการบังคับทางปกครอง ดำเนินการยึดอายัดทรัพย์สินที่ผู้ฟ้องคดีที่ 2 อ้างว่า ตนมีกรรมสิทธิรวมกับผู้ฟ้องคดีที่ 1 เพื่อดำเนินการขายทอดตลาด โดยมีมูลเหตุมาจากคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ถึงที่ 9 จึงยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นต่อศาลปกครองสูงสุด

อย่างไรก็ดีเมื่อมีคำพิพากษาในวันนี้ ทำให้คดีรับผิดทางละเมิดของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถึงที่สิ้นสุดแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขั้นตอนต่อไป กระทรวงการคลังจะต้องแจ้งให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ มาชำระหนี้ภายในกำหนด หากไม่ชำระภายในกำหนด จะมีอำนาจฟ้องศาลปกครองอีกคดีหนึ่ง เนื่องจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นข้าราชการการเมือง ถือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามความหมายในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 

ในขณะตำแหน่งประธานกรรมการนโยบายข้าว ถือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ดำเนินนโยบายจำนำข้าวผิดพลาด จึงเป็นการกระทำไม่ชอบด้วยกฎหมายและก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ และคำสั่งกระทรวงการคลังเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา 5 แห่งพระราชวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539

คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1)  แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 หากไม่ชำระตามคำสั่งกระทรวงการคลัง จึงต้องนำคดีไปฟ้องเรียกค่าเสียหายต่อศาลปกครอง มิใช่ศาลยุติธรรม

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์