background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

'กมธ.ก่อสร้าง' สภาฯ คาใจปมตึกถล่ม 'สตง.' ไร้ผู้เชี่ยวชาญวิศวกรรม

'กมธ.ก่อสร้าง' สภาฯ คาใจปมตึกถล่ม 'สตง.' ไร้ผู้เชี่ยวชาญวิศวกรรม

"ปลอดประสพ" คาใจ "สตง." ไร้ผู้เชี่ยวชาญดูแลงานวิศวกรรม จ่อเรียก ผู้ว่าสตง. แจงอีกรอบ หากไม่มา จะตามไปพบที่บ้าน

ที่รัฐสภา  นายปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายกรัฐมนตรี ฐานะประธานกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญ พิจารณาศึกษาการยกระดับมาตรฐาน การก่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบและการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างอย่างเป็นระบบ ในสภาผู้แทนราษฎร แถลงผลการประชุมกมธ.ซึ่งตรวจสอบกรณีตึก สตง. ถล่ม เมื่อ 28 มี.ค. ว่า จากการพิจารณาพบประเด็นหลัก 7 ข้อ คือ

1. ไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องย้ายสถานที่ก่อสร้างจาก จ.ปทุมธานี มายังเขตจตุจักร กทม. กรณีที่อ้างว่าน้ำท่วม ไม่ใช่เหตุผลที่ฟังได้ เพราะหลายหน่วยงาน เช่น  สวทช. สร้างในบริเวณนั้น สามารถสร้างเขื่อนรอบๆ ได้

2. การย้ายสถานที่ก่อสร้าง พบว่าต้องเสียงบประมาณออกแบบใหม่ และแพงกว่าเดิม

3. สตง.ไม่มีเทคนิคทางด้านวิศวกรรมเลย คล้ายกับทำเองคิดเองตัดสินใจเองไม่มีหน่วยงานวิศวกรรม โดยเฉพาะหน่วยงานวิศวกรรมทางรัฐบาล กรมโยธาธิการหรือมหาวิทยาลัยเข้าไปช่วย ถ้าบริษัทก่อสร้างบริษัทออกแบบควบคุมการก่อสร้างอธิบายมายังไงก็เชื่อตามนั้น

'กมธ.ก่อสร้าง' สภาฯ คาใจปมตึกถล่ม 'สตง.' ไร้ผู้เชี่ยวชาญวิศวกรรม

4. ต้องเพิ่มบทบาทของกรมโยธาธิการและผังเมือง มาเป็นผู้กำกับและควบคุม

5. พบช่องว่างระหว่างการทำงานมาก ซึ่งเป็นสาเหตุของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจำเป็นต้องอุดช่องว่างเหล่านี้ให้ได้

6. พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ควบคุมอาคารต้องถูกรื้อใหม่ทั้งหมด รวมถึงกฎกระทรวงต่าง ๆ ที่ใช้อยู่ตอนนี้ไม่ทันสมัยเพียงพอ ต้องแก้ไข

และ7. พบว่าการคัดเลือกบริษัทออกแบบ และบริษัทควบคุมการก่อสร้าง ใช้มาตรฐานไม่เท่ากัน ให้น้ำหนักกับบริษัทออกแบบมาก ในขณะที่บริษัทควบคุมการก่อสร้าง ให้ความใส่ใจน้อยกว่า โดยเฉพาะประสบการณ์ เวลาคัดเลือกบริษัทออกแบบใช้ประสบการณ์ 30% แต่เวลาเลือกบริษัทที่มาทำการควบคุมการก่อสร้าง ใช้ประสบการณ์แค่ 10% ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้ว ทั้งสองอย่างจะต้องเท่ากัน เพราะบริษัทควบคุมการก่อสร้างจะต้องดูแลความปลอดภัย เช่นกันผูกเหล็ก เทปูน ผสมปูน 

นายปลอดประสพ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ กมธ.ฯได้ฝากคำถาม ถึง สตง.ไปอีก 2 ข้อ คือ 1.สมมุติว่าเหตุการณ์นี้เกิดกับหน่วยราชการอื่น สตง. จะไปแนะนำหน่วยอื่นว่าอย่างไร และ ฝากไปให้ทบทวนตัวเองในระหว่างการก่อสร้างมาตลอดไม่พบสิ่งผิดปกติเลยหรือและทุกอย่างราบรื่นเลยหรือไม่

และ2.เมื่อพบสิ่งผิดปกติแล้วทำอย่างไร เพราะพบว่ามีการแก้ไขแบบถึง 7-8 ครั้ง และมีครั้งสำคัญ คือการเปลี่ยนตำแหน่งของลิฟท์

"คราวหน้าจะเชิญผู้ว่า สตง.มาอีก เพราะเป็นผู้รับผิดชอบ เพราะเป็นผู้นำต้องมาตอบเอง หากรอบหน้าหากยังไม่มาชี้แจงอีก  ต้องไปเจอกันที่บ้าน เรื่องนี้ต้องมีความผิดพลาดแน่นอน ไม่เช่นนั้นตึกสตง. คงไม่พัง และคนคงไม่ตาย  ผมมองว่า สตง. ต้องทำเพื่อลูกหลานในวันข้างหน้าจะได้อยู่อย่างปลอดภัย ถ้าสตง.ทำแบบนี้คิดแบบนี้ประเทศเจ๊ง และมีค่าเช่าที่ของการรถไฟ 736 ล้าน ตลอด15 ปี ตั้งแต่ปี 2562-2576  เรื่องอะไรจะไปเช่า เป็นเศรษฐีนักหรือ โดยสัปดาห์หน้าจะเชิญกรมโยธาธิการและผังเมืองมาให้ข้อมูลด้วย" นายปลอดประสพ กล่าว 

ด้านนายนิกร จำนง กมธ. กล่าวเพิ่มเติมว่าประเด็นที่สำคัญที่ตรวจสอบคือลักษณะอาคารของรัฐ เหมือนจะไม่ปลอดภัยในการก่อสร้างเพราะลักษณะการควบคุมไม่มีหน่วยงานใดมาดูแลระหว่างทาง เพื่อตรวจสอบความปลอดภัย และแผนงานของคณะกรรมาธิการชุดนี้ ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อดูเหตุตึก สตง. แต่เราตั้งขึ้นมาเพื่อจัดการทั้งระบบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการชี้แจงของ นายสุทธิพงศ์ บุญนิธิ รองผู้ว่า สตง. ต่อที่ประชุมกมธ. นั้นได้นำข้อมูลการก่อสร้างตึก สตง. มาชี้แจง ทั้งนี้มีสาระสำคัญ  คือ  ระบบการจัดซื้อจัดจ้าง เป็นการจ้างออกแบบของกลุ่มค้า โดยวิธีการคัดเลือก จากการให้คะแนนของคณะกรรมการดำเนินการออกแบบ วงเงินจ้าง 73 ล้านบาท โดยเมื่อวันที่ 3 พ.ค. 61 สตง. มีหนังสือถึงนายกสภาสถาปนิก และนายกสภาวิศวกร เพื่อขอความอนุเคราะห์รายชื่อนิติบุคคลผู้มีผลงานออกแบบก่อสร้างอาคารสำนักงานเพื่อใช้ประกอบการดำเนินการคัดเลือกผู้ออกแบบ จากนั้นวันที่ 15 มิ.ย. 61 คณะกรรมการดำเนินการจ้างออกแบบได้ส่งหนังสือเชิญผู้ให้บริการมายื่นข้อเสนอจำนวน 24 ราย โดยคัดเลือกรายชื่อบริษัทจากผลงานการออกแบบอาคารสำนักงาน  อาคารมูลค่า 750 ล้านบาทขึ้นไป ต่อมาวันที่ 16 ก.ค. 61 มีผู้ให้บริการมายยื่นข้อเสนอจำนวน 3 ราย ประกอบด้วย บริษัทร่วมค้า บริษัท ฟอ-รัม อาร์คิเทค จำกัด และบริษัท ไมนฮาร์ท (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท สแปน คอนซัลแดตนท์ จำกัด และกลุ่มร่วมค้า บริษัท ดีไซน์+ดีเวลลอป จำกัด และ บริษัท โปรเจค แพลนนิ่ง เซอร์วิส จำหัด มหาชน  โดยบริษัทที่ได้คะแนนสูงสุดถึง 91.12 คะแนน คือ บริษัท ฟอ-รัม อาร์คิเทค จำกัด และบริษัท ไมนฮาร์ท (ประเทศไทย) จำกัด 

สำหรับจัดซื้อจัดจ้างการก่อสร้างสำหรับวิธีการจัดซื้อจัดจ้างการก่อสร้างอาคารใช้วิธี E-bidding โดยมีราคากลางอยู่ที่ 2,522 ล้านบาท โดยมีผู้สนใจซื้อเอกสารประกวดราคาจำนวน 16 ราย โดยปรากฏชื่อบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์10 (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล็อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) แต่มีผู้ยื่นเสนอราคาจำนวน 7 ราย ในนามซึ่งมีการยื่นประมูลของสองบริษัทในนาม กิจการร่วมค้าไอทีดี-ซีอาร์อีซี และเป็นผู้ชนะประมูลโครงการดังกล่าวในวงเงิน 2,136 ล้านบาท โดยมีการลงนามในสัญญาจ้างวันที่ 23 พ.ย. 2563 โดยมีระยะในสัญญา 1,080 วันตกลงจ่ายค่าจ้าง 36 งวด การแก้ไขเพิ่มเติมและในรายละเอียดสัญญาจ้างก่อสร้างมีการแก้ไขเพิ่มเติม 9 ครั้ง ซึ่งเป็นการแก้ไขแบบการก่อสร้าง อาทิ การแก้ไข CORE LIFT อาคาร A, แบบบันได อาคาร B , CORE WALL อาคาร A ในครั้งที่ 4  และปรากฎการแก้ไข Core Wall อาคาร A อีกในการแก้ไขสัญญาครั้งที่ 6 

"ในการแก้ไขสัญญาครั้งที่ 8 ผู้รับพบว่าผู้รับจ้างแจ้งความประสงค์ขอปรับแก้ไขงวดงานก่อสร้าง เนื่องจากรายการงานในงวดงานที่ระบุไว้ในสัญญามีหลายรายการที่ไม่สอดคล้องกับขั้นตอนการปฎิบัติงานที่ควรจะเป็น จำเป็นต้องปรับแก้ไขรายการงานที่ติดขัดกับขั้นตอนการทำงานจำนวน 18 รายการ ในงวดที่ 20 - 35 ประกอบด้วย งานโครงสร้าง  งานก่ออิฐ  งานผิวผนัง  งานฝ้าเพดาน  งานพื้นและงานผิวพื้น งานฝังยึดราวบันได  งานสำเร็จบันได  งานประตูหน้าต่าง  งานสุขภัณฑ์และอุปกรณ์ งานภูมิสถาปัตยกรรมและงานภายนอก สำหรับการแก้ไขสัญญาครั้งที่เก้านั้นเป็นการปรับแผนการทำงานใหม่โดยนำระยะเวลาการทำงานจำนวน 1,080 วันมานับต่อจากวันที่ 30 มิ.ย. 2565 เป็นวันสิ้นสุดระยะเวลาตามแผนการทำงานใหม่

ในส่วนของการจัดซื้อจัดจ้าง งานจ้างควบคุมงาน จะใช้วิธีการคัดเลือก วงเงิน 76 ล้านบาท โดยการตั้งคณะกรรมการดำเนินการจ้างควบคุมงาน หนังสือและส่งหนังสือเชิญผู้ให้บริการมายื่นข้อเสนอจำนวน 19 ราย มีผู้ให้บริการมายื่นข้อเสนอจำนวน 5 ราย นิติบุคคลซึ่งกลุ่มนิติบุคคลร่วมค้า PKW เป็นผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจากคะแนนสูงสุด ได้รับวงเงินค่าจ้างเป็นเงิน 74 ล้านบาท

ใบอนุญาตแผนผังบริเวณโครงการ ซึ่ง สตง. ได้มีหนังสือแจ้งและส่งแผนผัง แบบแปลน รายการประกอบแบบและรายชื่อผู้ควบคุมงานให้กับทาง กทม. ซึ่งกทม.  ได้มีหนังสือตอบกลับในวันที่ 12 เม.ย. 2566 ว่า จากการพิจารณาเห็นว่าไม่ขัดต่อกฎกระทรวงกระทรวง ข้อบัญญัติท้องถิ่น หรือประกาศของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร 2522 แต่อย่างใด 

รายงานผลทดสอบคอนกรีต ซึ่งผู้รับจ้างก่อสร้างได้ขออนุมัติวัสดุคอนกรีตผสมเสร็จผลิตภัณฑ์ของ บริษัท ทีพีโอ คอนกรีต จำกัด ใช้สำหรับฐานรากและเสาเข็ม ซึ่งมีวิศวกรโยธาระดับสามัญลงลายมือชื่อรับรองรายการคำนวณส่วนผสมคอนกรีต พร้อมทั้งส่งตัวอย่างไปทดสอบที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และกรมวิทยาศาสตร์ บริการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งได้รับการอนุมัติให้ดำเนินการทดสอบคุณภาพวัสดุที่ใช้ในงานก่อสร้างตามสัญญา.