background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

'แสวง' เมินถูกร้องม.157 ยันคุมเลือก ส.ว.ตามกม.ผู้สมัครพกโพยได้

'แสวง' เมินถูกร้องม.157 ยันคุมเลือก ส.ว.ตามกม.ผู้สมัครพกโพยได้

'แสวง' เมินถูกร้อง ฟัน ม.157 พร้อมยืนยันคุมเลือก ส.ว.ตามกฎหมาย ยกคำวินิจฉัยศาลปกครอง ยัน 'ผู้สมัคร' พกโพยได้ พร้อมย้ำย้ำทำสำนวนไม่ล่าช้า เล็งส่ง 60 สำนวนเข้า กกต.

นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์กรณีถูกร้องเรียนเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรา 157 ในการกำกับดูแลการจัดการเลือก ส.ว. ปี 2567 ว่าตามที่สังคมเรียกกระบวนการดังกล่าวว่าฮั้ว หรือสมยอม ซึ่งก่อนการเลือก ส.ว.นั้น กกต.ได้ออกระเบียบให้แนะนำตัวเฉพาะทางเอกสาร ผู้สมัครไม่สามารถพูดคุย หรือขอคะแนนกันเองได้ และห้ามนำเอกสารเข้าสถานที่เลือก แต่ในท้ายที่สุดศาลปกครองมีคำพิพากษาให้ยกเลิกระเบียบดังกล่าว ดังนั้น ผู้สมัครทุกคนจึงมีเสรีภาพตามคำพิพากษาศาลในการแนะนำตัวและนำเอกสารเข้าสถานที่เลือก

นายแสวงกล่าวว่า การที่ กกต.ไม่ระงับยับยั้งเหตุการณ์ในวันที่มีการเลือกระดับประเทศ ซึ่งศาลชี้เอาไว้ว่าสิ่งที่ไม่ได้ขัดต่อกฎหมาย กกต.ไม่สามารถจะกระทำอันใดได้ โดยในวันเลือก กกต.ได้วางมาตรการป้องกันที่อาจจะเกิดเหตุไม่สุจริตและเที่ยงธรรม มีการตั้งโต๊ะรับเรื่องคัดค้านกรณีที่มีการเห็นว่าอาจจะมีการกระทำที่ผิดปกติ ยืนยันการปฏิบัติหน้าที่สามารถตรวจสอบจากกล้องวงจรปิดได้ ซึ่งในกรณีนี้มีคำร้องที่ กกต.มีคำวินิจฉัยแล้วและจะเผยแพร่คำวินิจฉัยในแอพพลิเคชั่น Smart Vote วันนี้
 

นายแสวงกล่าวด้วยว่า ส่วนข้อสังเกตการทำงานของ กกต.ในการตรวจสอบสำนวนล่าช้านั้น มีสำนวน 577 เรื่อง ซึ่งกระบวนการทั้งหมดใช้เวลาไม่เกิน 1 ปี โดยพิจารณาเสร็จสิ้นไปแล้ว 319 เรื่อง ทั้งนี้ สำนวนอยู่ระหว่างการพิจารณาใน 2 ชั้น เรียกว่า 3+2 โดย 3 คือสำนวนปกติ ซึ่งเป็นสำนวนเกี่ยวกับคุณสมบัติทั้งสิ้น ส่วน 2 คือสำนวนพิเศษที่ตั้งรองเลขาธิการ กกต.กับตำรวจขึ้นมาดูแลเรื่องฮั้ว กับอีก 1 คณะที่ตั้งล่าสุด 2 คณะ โดยคณะแรกดูเรื่องสำนวนฮั้วทั้งหมด ส่วนคณะที่ 2 ดูเรื่องฮั้วที่รับมาจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในชั้นสอบสวนเหลือแค่นี้

ขณะที่ในชั้นสำนักงาน มี 77 เรื่อง คือสรุปสำนวนและทำความเห็นโดยเลขาธิการ กกต. ซึ่งเลขาฯกกต.ก็ไม่ได้ทำสำนวนเองทุกสำนวน เป็นหน้าที่ของรองเลขาธิการ กกต.ด้านการสืบสวนสอบสวน เป็นผู้ทำความเห็น ขณะที่สำนวนนอกจากนั้นส่งไปให้คณะอนุวินิจฉัย 105 สำนวน และมีสำนวนที่อยู่ระหว่างการเสนอเข้าสู่ที่ประชุม กกต. 60 สำนวน เลขาฯกกต.มีหน้าที่เร่งรัดหากต้องทำสำนวนให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี
 

เลขาฯกกต.ยังชี้แจงย้ำว่า ผู้สมัครสามารถนำโพยเข้าไปได้ สืบเนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลปกครอง และในทางปฏิบัติ เมื่อโพยเข้าไปในสถานที่เลือก ศาลวินิจฉัยแล้วว่าไม่มีความผิด แต่เหตุของการเกิดโพยอาจเป็นความผิดได้ เป็นอีกการกระทำหนึ่ง

“โพยอาจเป็นเรื่องของผู้มีสิทธิเลือก หรือบันทึกช่วยจำ เขาศึกษาจากเอกสารแนะนำตัว สว.3 เพราะการเลือกไม่ได้กากบาทเหมือนกับเลือกตั้ง ส.ส. หมายเลขต้องเขียนเอง เลือกรอบแรกต้องเขียน 40 คน ซึ่งบางคนอาจจะจำไม่ได้ มาจากต่างจังหวัด ศาลคงเห็นตรงนี้ถึงยกเลิกระเบียบ กกต.และให้สามารถนำเอกสารเข้าไปได้” เลขาฯกกต.ระบุ

เลขาฯกกต.กล่าวอีกว่า ที่นี้เมื่อถามว่าเราได้มีการระงับยับยั้งแก้ไขเปลี่ยนแปลงแล้วหรือไม่นั้น ไม่ใช่อำนาจของเลขาธิการ กกต. แต่เป็นอำนาจของ กกต. ซึ่งศาลชี้ว่าการใช้อำนาจระงับยับยั้งต้องมีมูลฐานข้อเท็จจริง มีหลักฐานอันควรสงสัย หรือมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าโพยนั้นเกิดจากการกระทำผิดหรือไม่ การกระทำผิดจากโพยเกิดจากข้างนอก ต้องมีหลักฐาน ในวันเลือก ช่วงเช้าไม่มีใครรู้จักโพย และ กกต.ก็ดำเนินการตามขั้นตอนทุกอย่าง จากนั้นมีคนสงสัยว่าอาจมีโพย ทำให้การเลือกไม่สุจริต กกต.ก็ระงับยับยั้ง โดยให้เลขาธิการ กกต.ดำเนินการแก้ไขสถานการณ์ โดยประกาศว่าห้ามนำเอกสารเข้าไปในสถานที่เลือกในช่วงบ่ายหรือรอบเลือกไขว้

เมื่อถามว่า กลุ่ม ส.ว.สำรองอ้างว่าผู้ตรวจการเลือกตั้งได้รับข้อมูลในวันเลือก ส.ว.ว่ามีการทุจริตเลือกและได้แจ้งเลขาธิการ กกต.แล้ว นายแสวงกล่าวย้ำว่า ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ให้ดูในคำวินิจฉัยของ กกต.ที่จะเผยแพร่ในวันนี้ ซึ่งข้อเท็จจริงจะบอกว่าใครให้การอย่างไรบ้าง

ทั้งนี้ นายแสวงปฏิเสธให้ความเห็นว่าจะต้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการเลือก ส.ว.หรือไม่ เพียงแต่ย้ำว่า กกต.ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย