ในที่สุดญัตติยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลครั้งแรก นับตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2566 ก็ดำเนินการเรียบร้อย นำโดยพรรคประชาชน (ปชน.) แกนนำฝ่ายค้าน ยื่นซักฟอก “อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพียงแค่คนเดียว ท่ามกลางกระแสข่าวแก้เกม “ข้อสอบรั่ว” หลังพบพรรคร่วมฝ่ายค้านบางพรรค “เกลือเป็นหนอน” แอบเฉลย “ข้อสอบ” การซักฟอกในช่วงนาทีสุดท้าย
แม้ในทางแจ้ง “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค ปชน. พร้อมด้วยแกนนำพรรคส้ม จะยืนกรานว่า การยื่นญัตติซักฟอก “นายกฯอิ๊งค์” แค่คนเดียว เป็นแนวคิดของ ปชน.ที่เตรียมการมานานแล้ว แต่ในทางลับ หลังวงประชุมพรรคร่วมฝ่ายค้านเมื่อต้นเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา มีการวางคิวอภิปรายนายกฯ พ่วงด้วยรัฐมนตรีรวมกันอย่างน้อย 10 คน ในข้อกล่าวหาทางการเมืองต่าง ๆ นานา
ด้วยสภาพปัญหา ที่พรรคร่วมฝ่ายค้าน “ไม่เป็นเอกภาพ” เท่าที่ควร ทำให้การเก็บข้อมูลต่าง ๆ “รั่วไหล” ไปเข้าหูฝ่ายรัฐบาล และมีการแอบส่งให้สื่อนำไปเผยแพร่ก่อน ซึ่งถือเป็นการผิดประเพณีทางการเมืองอย่างรุนแรง ทำให้ “พรรคส้ม” จำเป็นต้องเดินเกม “สับขาหลอก” นาทีสุดท้ายช่วงเย็นวันที่ 26 ก.พ.ที่ผ่านมา
โดยเปลี่ยนเกมยื่นซักฟอก “นายกฯอิ๊งค์” แค่คนเดียว พร้อมทั้งนำข้อมูลที่จะซักฟอกรัฐมนตรีที่เคยกำหนดไว้ มาผสมโรงพ่วงไปด้วย โดยอ้างว่านายกฯ เป็น “หัวหน้ารัฐบาล” มีหน้าที่กำกับดูแลทุกกระทรวง ควรต้องรับทราบทุกเรื่องอยู่แล้ว
ปัจจุบันพรรคร่วมฝ่ายค้าน จำนวนที่เป็นทางการจะมี 172 เสียง แบ่งเป็น พรรคประชาชน 143 เสียง พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) 20 เสียง พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) 6 เสียง พรรคเป็นธรรม 1 เสียง พรรคเสรีรวมไทย 1 เสียง พรรคไทยก้าวหน้า 1 เสียง
ทว่า สถาการณ์จริง ในทางการเมืองอาจเหลืออยู่แค่ 146 เสียง เพราะไม่แน่ชัดว่าพลังประชารัฐ และไทยสร้างไทย เมื่อถึงทีเด็ดทีขาดสุดท้ายจะ “ล่มหัวจมท้าย” กับพรรคร่วมฝ่ายค้าน โหวตอภิปรายไม่ไว้วางใจ “นายกฯ” หรือไม่
ประเด็นน่าสนใจ ที่ฝ่ายค้าน เปิดเผยพฤติการณ์ยื่นซักฟอก “แพทองธาร” ในญัตติดังกล่าว ระบุว่า
เป็นผู้มีพฤติการณ์อันไม่อาจไว้วางใจให้บริหารราชการแผ่นดินในฐานะนายกรัฐมนตรีได้อีกต่อไป เนื่องจากไม่มีคุณสมบัติและไม่มีความเหมาะสมในการดำรง ตำแหน่งผู้นำฝ่ายบริหารด้วยประการทั้งปวง
ทั้งขาดภาวะผู้นำ ขาดวุฒิภาวะ ขาดความรู้ความสามารถ และขาดเจตจำนงในการบริหารราชการแผ่นดินที่จะแก้ปัญหาให้แก่ประเทศชาติและประชาชน ส่งผลให้ทำลาย ภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประเทศชาติ จงใจลอยตัวอยู่เหนือปัญหาและไม่มีความรับผิดชอบต่อตำแหน่ง หน้าที่เพียงเพราะเห็นแก่ผลประโยชน์ของตนเอง บิดา ครอบครัว และพวกพ้องเป็นตัวตั้ง อยู่เหนือผลประโยชน์ของส่วนรวม
อีกทั้ง ยังไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีพฤติการณ์เอาเปรียบประชาชน เอาเปรียบสังคม โกหกหลอกลวง ไม่ดำเนินการตามนโยบายที่ให้สัญญาไว้กับประชาชน เป็นนั่งร้านช่วยเหลือต่างตอบแทนกลุ่มบุคคลที่เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตย บริหารบ้านเมืองผิดพลาด ล้มเหลวอย่างร้ายแรง ทั้งในด้านการเมือง การปฏิรูปกองทัพ ความมั่นคง เศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม ทำลายนิติรัฐ ทำลายระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภา
เจตนาปล่อยปละละละเลยให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันภายใต้การบริหารงานของตนเอง ทั้งยังทุจริตเชิงนโยบาย บริหารบ้านเมืองเพื่อเอื้อผลประโยชน์ แก่พวกพ้องและกลุ่มทุน แต่งตั้งบุคคลที่ขาดความเหมาะสม ขาดความรู้ความสามารถ หรือ ไม่ซื่อสัตย์สุจริต ไปเป็นรัฐมนตรีหรือตำแหน่งสำคัญอื่น
นอกจากนี้ ยังพาดพิงไปถึงบิดา โดยระบุว่า สมัครใจยินยอมให้ “ทักษิณ ชินวัตร” ผู้เป็นบิดา ชี้นำ ชักใย ให้กระทำการ หรืองดเว้นกระทำการ อันเป็นเรื่องสำคัญของชาติบ้านเมือง ประพฤติตนเป็นเสมือนนายกรัฐมนตรีหุ่นเชิด โดยมีบิดา เป็นนายกรัฐมนตรีตัวจริงที่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อการใช้อำนาจ
จากพฤติการณ์ดังกล่าว หากปล่อยให้บุคคลดังกล่าวยังคงบริหารราชการแผ่นดินสืบต่อไป ย่อมนำมาซึ่งความเสียหายต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างที่ยากจะแก้ไขเยียวยาได้
สรุปประเด็นหลักในการยื่นซักฟอกนายกฯของ ปชน. ได้ 2 เรื่อง คือ 1.ยอมปล่อยให้ “ทักษิณ” ผู้เป็นบิดา ชี้นำชักใยให้กระทำการหรืองดเว้นการกระทำการ ประพฤติตนเหมือน “นายกฯหุ่นเชิด” 2.โกหกหลอกลวงไม่ดำเนินการตามนโยบายที่สัญญาไว้กับประชาชน รวมถึงบริหารบ้านเมืองล้มเหลวผิดพลาด
โดย “ธีมหลัก” ของ ปชน.ที่คาดว่าจะใช้ในศึกซักฟอกครั้งนี้ ไหม“ศิริกัญญา ตันสกุล” รองหัวหน้พรรค เคยบอกว่าคือการ “สานต่องาน” จากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มารัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน จนถึงรัฐบาลแพทองธาร
“หลายเรื่องเป็นความผิดพลาด การทุจริตยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ แต่พอถึงรัฐบาลพรรคเพื่อไทย กลับไม่แก้ปัญหา แต่กลับเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการทุจริตเหล่านี้ด้วย หลายเรื่องตอนเป็นฝ่ายค้านด้วยกัน ยังอภิปรายโจมตีเรื่องนี้อยู่ แต่พอเป็นรัฐบาลกลับนิ่งเงียบ และเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของมันแทน ไม่ใช่แค่ ไม่แก้ไข แต่เข้าไปมีส่วนร่วมเลย” ศิริกัญญา ระบุ
สำหรับประเด็นแรก ปล่อยให้ “บิดา” ชักใยอยู่เบื้องหลัง สะท้อนผ่านฉายารัฐบาลของสื่อประจำทำเนียบรัฐบาลเมื่อปี 2567 ที่ผ่านมา คือ “รัฐบาล(พ่อ)เลี้ยง” ส่วน “นายกฯอิ๊งค์” มีฉายาว่า “แพทองโพย” ที่แสดงให้เห็นว่า แทบทุกการขยับตัวของนายกฯ เป็นไปตามที่ “ทักษิณ” กล่าวบนเวทีปราศรัยหาเสียงทุกประการ เช่น การสั่งปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือนโยบาย “เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์” เป็นต้น
“ณัฐพงษ์” ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ถึงกับให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อว่า เราก็เห็นกันอยู่แล้วว่าใครเป็นผู้มีอำนาจตัวจริงในการบริหารประเทศในปัจจุบัน ซึ่งเวทีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะเป็นเวทีที่ทำให้นายกฯ ได้พิสูจน์ตัวเอง ถ้ามาตอบชี้แจงด้วยตัวเอง ก็จะมีภาวะความเป็นผู้นำมากขึ้นในสายตาประชาชน
ทว่า ประเด็นที่สืบเนื่องเกี่ยวพันกับเรื่องนี้ หนีไม่พ้นกรณีเจ้าหน้าที่รัฐส่อเอื้อประโยชน์ให้ “ทักษิณ” อดีตนักโทษคดีทุจริต ไปพักรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ โดยครหาว่าไม่ติดคุกแม้แต่คืนเดียว ซึ่งเรื่องนี้ฝ่ายค้านจะอภิปรายถึงตัว “นายกฯอิ๊งค์” โดยเฉพาะ แถมยังกระทบชิ่งไปยัง “ทวี สอดส่อง” รมว.ยุติธรรม ได้ด้วย
ความคืบหน้าเรื่องดังกล่าว ปัจจุบันคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตั้งองค์คณะไต่สวน (มีกรรมการ ป.ป.ช.ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่เป็นองค์คณะ) กล่าวหา 12 เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง มีทั้งอธิบดีกรมราชทัณฑ์ รองอธิบดีฯ นายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ เป็นต้น โดยความคืบหน้าของเรื่องนี้ ยังอยู่ในขั้นตอนระหว่างการรวบรวมข้อมูลและพยานหลักฐาน
ขณะที่หลักฐานชิ้นสำคัญอย่าง “เวชระเบียน” ของ “ทักษิณ” ที่ใช้รักษาตัวที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ต่อเนื่องมาถึงโรงพยาบาลตำรวจ ขณะนี้ยังไม่มีการส่งถึงมือ ป.ป.ช.เพื่อตรวจสอบแต่อย่างใด แต่แหล่งข่าวระดับสูงในสำนักงาน ป.ป.ช.เชื่อว่า หลักฐานชิ้นดังกล่าว แม้จะถึงมือ ป.ป.ช.แล้ว แต่ก็นำไปสู่การสืบหา “ต้นตอเบื้องหลัง” ค่อนข้างยาก เพราะเชื่อได้ว่า การกลับเข้าไทยของ “ทักษิณ” ดังกล่าว มีการวางแผนกัน และตระเตรียมการต่าง ๆ ไว้หมดแล้ว ดังนั้นสิ่งที่จะสาวไปถึงตัวการเบื้องหลังได้ คงมีแค่ “คำสารภาพ” จากบุคคลเกี่ยวข้องที่น่าเชื่อถือเท่านั้น
ถัดมาประเด็น “พ่อ”คิด “ลูก”ทำ และการบริหารราชการแผ่นดินล้มเหลว เช่น นโยบายปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่อาจกระทบชิ่งไปยัง “ภูมิธรรม เวชยชัย” รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ที่ ปชน.มองว่า “เกาไม่ถูกที่คัน” และดำเนินการต่าง ๆ ล่าช้า ส่อเอื้อประโยชน์ให้กับ “ทุนต่างชาติ” โดยประเด็นนี้คาดว่าจะนำการแถลงโดย “รังสิมันต์ โรม” สส.บัญชีรายชื่อ ปชน. ที่เป็น “โต้โผ” มาตลอด
อีกประเด็นน่าจะมีเรื่อง “นโยบายด้านเศรษฐกิจ” ของรัฐบาล เช่น นโยบายดิจิทัลวอลเล็ต และซอฟต์พาวเวอร์ ที่ ปชน.โจมตีและวิพากษ์วิจารณ์มาตลอดว่า ไม่ประสบความสำเร็จ ทำอย่างล่าช้า และไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ในทางกลับกันอาจผลาญงบประมาณประเทศอย่างมหาศาล คาดว่าจะนำการอภิปรายโดย “ศิริกัญญา ตันสกุล” รองหัวหน้าพรรค ปชน. ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของพรรค
ส่วนเรื่องของพรรคร่วมรัฐบาลอื่น ๆ เช่น “ภูมิใจไทย” เช่น กรณี “เขากระโดง” หรือสนามกอล์ฟหรูของ “น้องสาว” อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย คาดว่าอาจมิได้มีการอภิปรายโดยตรง แต่หากมีจังหวะอาจแทรกประเด็นนี้เช่นกัน เป็นต้น
วาระสำคัญในการตรวจสอบรัฐบาลครั้งนี้ อย่างน้อยฝ่ายค้าน หวังผลกระทบต่อเรตติ้งการเมืองของนายกฯ ที่กำลังเร่งตีตื้นด้วยผลงานปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ กวาดล้างอาชญากรรมข้ามชาติ หลังจากมีกระแสตอบรับทางในบวกทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ก็ยังตอกลิ่มรัฐบาลได้อีก โดยเฉพาะฉากระทึกในสภาฯ “นายกฯอิ๊งค์”จะรอดพ้นพงหนามได้หรือไม่ ต้องลุ้นตัวแปรอย่าง“ภูมิใจไทย” ที่อาจใช้ศึกซักฟอกเป็นเกมต่อรองสำคัญ





