เปิดฉากรบชิงอำนาจสภาสูง เดิมพันเกมอำนาจระหว่าง “นายใหญ่” บ้านจันทร์ส่องหล้า กับ “ครูใหญ่” บ้านสีน้ำเงิน ที่คอยบัญชาการเกมรบผ่าน “ตัวแสดงแทน”
“บ้านสีแดง” มี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ที่แม้จะสังกัดพรรคประชาชาติ แต่เส้นสายการเมืองเป็นเนื้อเดียวกับพรรคเพื่อไทย โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ต้นเรื่องสอบสวนการฮั้วเลือก สว. อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ “ทวี”
“บ้านสีน้ำเงิน” บรรดา “สว.สีน้ำเงิน” ออกมาตั้งโต๊ะแถลงคัดค้าน อำนาจการสอบสวนของ “ดีเอสไอ” พร้อมท้ารบ หากจำเป็นต้องปะฉะดะกันแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน
โดยการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ จะมีขึ้นในวันที่ 25 ก.พ. มี "ภูมิธรรม เวชยชัย" รองนายกฯ และรมว.กลาโหม นั่งหัวโต๊ะ ในฐานะประธานคณะกรรมการคดีพิเศษ
ขณะที่ฝั่ง “สว.” รู้สัญญาณแล้วว่า เรื่องร้อง จาก “สว.กลุ่มสำรอง” เป็นเรื่องร้อน เพราะมีธงนำจาก “ดีเอสไอ” ภายใต้การกำกับของ “พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ” อธิบดีดีเอสไอ จะรับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณาเป็น “คดีพิเศษ”
ขณะเดียวกัน เอกสารเผยแพร่ทางออนไลน์ เป็นข้อสรุปจาก “อธิบดีดีเอสไอ” เตรียมเสนอให้คณะกรรมการคดีพิเศษ พิจารณารับเรื่อง เพราะมีพฤติการณ์ที่เชื่อได้ว่ามีการ “ฮั้วการเลือก” จริง
โดยเข้าข่ายความผิดต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 (3) และมาตรา 209 รวมถึงกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสว. และกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
ทำให้ “มงคล สุระสัจจะ” ประธานวุฒิสภา พร้อมด้วย พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร พ.ต.อ.กอบ อัจนากิตติ สว.กลุ่มกฎหมาย และสว.อีกจำนวนหนึ่ง แถลงข่าวเมื่อวันที่ 21 ก.พ. ดักทางว่า “ดีเอสไอ” ไร้อำนาจในการรับเรื่องที่เกี่ยวกับการเลือก สว. ไว้ตรวจสอบ เพราะไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่
อีกทั้งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ.2561 ไม่ได้กำหนดให้ “ดีเอสไอ” เป็นหน่วยงานตรวจสอบ
ในเวทีนั้นเป็นที่น่าสังเกตว่า “พ.ต.อ.กอบ” ไม่สามารถเก็บอารมณ์ได้ ถึงขั้นที่ออกมาอ้างถึงกระบวนการเบื้องลึก ที่ต้องการล้ม สว. ชุดปัจจุบัน เชื่อมโยงเข้ากับกระบวนการล้มรัฐธรรมนูญ 2560 ที่มีบทบัญญัติ ป้องกัน “คนไม่ดี ไม่มีความยุติธรรมเป็นที่ประจักษ์” เข้ามาปกครองบ้านเมือง คล้ายกับต้องการสื่อให้เห็นถึง “ตัวการ” เบื้องหลังของเรื่อง
ข้อมูลปัจจุบัน มีสว. ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 198 คน ( หยุดปฏิบัติหน้าที่ 1 คน คือ สมชาย เล่งหลัก และเสียชีวิต 1 คน คือ สุพรรณ์ ศรชัย ) แบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่ม ประกอบด้วย “กลุ่มสว.สีน้ำเงิน” มีประมาณ 155 คน “กลุ่มพันธุ์ใหม่” มีประมาณ 19 คน นำโดย “นันทนา นันทวโรภาส” “กลุ่มสว.สีขาว” มีประมาณ 13 คน นำโดย “เปรมศักดิ์ เพียยุระ” และ “สว.สายอิสระ" มีประมาณ 11 คน
สำหรับ “สว.ก๊วนน้ำเงิน” ถือเป็นกลุ่มที่มีความเข้มแข็ง และสามารถชี้ทิศทางใน “วุฒิสภา”ได้แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทำให้อำนาจการต่อรองของ “ครูใหญ่”บ้านสีน้ำเงินแข็งแกร่งขึ้น ตั้งแต่ยึดกุมอำนาจในสภาสูงไว้ได้
โดยสิ่งที่ถูกจับตาในการทำหน้าที่ของ “สว.” ขณะนี้คือ อำนาจที่มีอยู่เต็มมือ ใน 3 เรื่องหลัก ซึ่งกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ คือ
1.กลั่นกรอง-ยับยั้ง กฎหมาย ทั้ง รัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ที่สามารถ “ยับยั้ง-เกื้อหนุน” เนื้อหาของร่างกฎหมายที่ “ฝ่ายการเมือง” กำหนด
ประเด็นนี้ถูกจับจ้องไปยัง วาระร่างกฎหมาย ตามยุทธศาสตร์ ของ “รัฐบาล” ที่ถูกวางเป็นโรดแมปว่า ต้องทำ อาทิ ร่างกฎหมายสถาบันเทิงครบวงจร ร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับความมั่นคง ร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับการเงินในสกุลใหม่ ที่ สว.อาจใช้อำนาจ “แตะเบรก" ไม่ให้บรรจุผลสำเร็จทางการเมืองของ “คนบางขั้ว” ได้
รวมไปถึงได้สิทธิยื่นตีความ “ร่างกฎหมาย” ที่มีข้อความขัด หรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ ตราขึ้นไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แม้ว่าร่างกฎหมายฉบับนั้นจะผ่านชั้นการพิจารณาจากฝ่ายนิติบัญญัติ ไปสู่รัฐบาลเพื่อดำเนินการทูลเกล้าฯแล้วก็ตาม ซึ่งผลของการใช้สิทธินี้ของ สว.หากประเด็นในร่างกฎหมายที่เป็นสาระสำคัญ จะมีผลที่ทำให้ร่างกฎหมายตกไปได้
2.การให้ความเห็นชอบ“บุคคล”ให้ดำรงตำแหน่งใดตามรัฐธรรมนูญ อาทิ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน กรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) ซึ่งล้วนเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ “ฝ่ายบริหาร” และดาบอาญาสิทธิชี้ชะตาอนาคตทางการเมืองของ “สส.-รัฐมนตรี”
และ 3.ตรวจสอบรัฐบาล ฝ่ายบริหาร ในกรณีตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรี การเข้าชื่อไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 เพื่อขอเปิดอภิปรายทั่วไปในวุฒิสภา ให้ ครม. แถลงข้อเท็จจริง หรือชี้แจงปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน โดยไม่มีการลงมติ ซึ่งทำได้ในปีของสมัยประชุมละหนึ่งครั้ง
รวมไปถึงการกำกับการทำงานของ “สส.-กรรมาธิการงบประมาณ” ตามมาตรา 144 ที่กำหนดหน้าที่ให้ สว. สามารถเข้าชื่อเพื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยตามมาตรา 144 กรณีที่ สส.- สว. -กมธ. เสนอหรือแปรญัตติ หรือทำด้วยประการใดๆ ที่มีผลให้ “สส.-สว.-กมธ.” มีส่วนไม่ว่าทางตรง หรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณ
ประเด็นนี้ หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีการกระทำที่ผิด “ผู้นั้น” ต้อง สิ้นสุดสมาชิกภาพ และถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งด้วย
นอกจากนั้น ยังต้องจับตา “วาระทางอำนาจ” ที่รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนด คือ เป็นขุมอำนาจให้กับ “พรรคการเมือง” ที่มีหัวใจดวงเดียวกันกับ “สว.” เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองในทางการเมือง
ต้องไม่ลืมว่า “อำนาจเต็มมือของ สว.” ปัจจุบัน โดยเฉพาะ การพิจารณา-กลั่นกรอง “ร่างกฎหมาย” มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ต่ออนาคตทางการเมืองของ รัฐบาล-พรรคเพื่อไทย
หากไร้ซึ่ง “สว.” ให้ความร่วมมือผ่านกฎหมายแล้ว การขับเคลื่อนงานตามวาระ “รัฐบาล-เพื่อไทย” คงยากที่จะสำเร็จเป็นมรรคเป็นผล
โดยที่ผ่านมา จะเห็นเป็นเชิงประจักษ์แล้วว่า ทั้งการแก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ รวมถึงการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ดังนั้นไม่ว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะเห็นต่าง และขัดขาเพื่อไทย ขนาดไหน “นายใหญ่" เพื่อไทย ก็ยังต้องเกาะเกี่ยวไว้เป็น “พวกในเรือน” ต่อไป
ทว่า การเกาะเกี่ยวครั้งนี้อาจจะไม่ยั่งยืน เพราะมีกระบวนการ “ทุบ สว.” โดย “ดีเอสไอ” ซึ่ง “ทวี สอดส่อง” ออกมายอมรับเองว่า เป้าหมายของการตรวจสอบการทุจริตเลือก สว.ปี2567 รอบนี้ มีคนที่อยู่ในลิสต์ ถึง 140 คน แบ่งเป็น สว.ปัจจุบัน 138 คน และเป็นสว.สำรองอีก 2 คน
หากปฏิบัติการ “ทุบสว.” ครั้งนี้สำเร็จ เท่ากับว่าจะมีการ "เปลี่ยนขั้วสภาสูง" แต่หากทุบไม่สำเร็จ ก็เสียของ เพราะปฏิบัติการเปิดศึก สว.รอบนี้ ทำให้เห็นแล้วว่า “ใครกันแน่ที่มีอำนาจเหนือกว่า”
ดังนั้นจึงไม่แปลกใจ ที่ สว.ก๊วนน้ำเงิน ต้องรีบออกมาตั้งโต๊ะแถลงด่วน ทั้งที่อยู่ในระหว่างการทำกิจกรรม “หมายปิด” เพราะเรื่องนี้เชื่อมโยงถึงความมั่นคงของ “สว.และพรรคสีน้ำเงิน” จนต้องออกมาเปิดหน้าประกาศ “ชักธงรบ” ทั้งศึกในศึกนอกสภาฯ ครั้งนี้
แนวรบของ “นายใหญ่” ที่บัญชาการผ่าน “บิ๊กวี-ดีเอสไอ” ขณะที่แนวต้านของ “ครูใหญ่” ที่บัญชาการผ่าน “สว.สีน้ำเงิน” เมื่อ “นายใหญ่” ต้องการเขี่ย “สีน้ำเงิน”ออกจากพรรคร่วมรัฐบาล การตัดท่ออำนาจ สว. จึงจำเป็นต้องถอนรากถอนโคนออกเสียก่อน.





