7ม.ค.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาลพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงความคืบหน้า การจำคุกนอกเรือนจำ ที่กรมราชทัณฑ์เตรียมบังคับใช้ในเดือนมกราคมนี้ ว่า ปัจจุบันคณะกรรมการที่ดูแลเรื่องนี้กำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งเป็นอำนาจของกรมราชทัณฑ์ โดยหลังจากรับฟังความเห็นแล้ว อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ก็ต้องเอาผลไปพิจารณาให้ละเอียด เพราะอาจยังมีบางคนที่กังวลใจ ขณะนี้รับทราบว่ามีการประชุมกันอยู่ ส่วนใหญ่ตามหลักการก็เห็นด้วย เพียงแต่มีรายละเอียด เช่น ค่าสาธารณูปโภค ถ้าไปอยู่ในที่คุมขังที่เป็นสถานที่ราชการ จะดำเนินการอย่างไร หรือค่ากล้องวงจรปิดที่ต้องรายงานตัว หรือการติดกำไล em ที่ต้องไปผูกอยู่กับงบประมาณ ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้เป็นไปตามระเบียบที่ระบุอยู่แล้ว ซึ่งนำไปสู่การปฎิบัติของกรมราชทัณฑ์
ทั้งนี้ ได้มีการจำแนกผู้ต้องราชทัณฑ์ พัฒนาพฤตินิสัย ให้เอาหลักวิชาการมาใช้มากที่สุด เราอยากให้ราชทัณฑ์เป็นสถานที่ฟื้นฟู ได้มีชีวิตใหม่ ออกมาอยู่ในสังคมได้อีกครั้ง
ส่วนข้อกังวลอื่นๆ ในเรื่องการรับฟังความเห็นนั้น พ.ต.อ.ทวี บอกว่า ให้ทางคณะกรรมการเป็นผู้ดำเนินการ เพราะเป็นเรื่องภายใน แต่มีประชาชนสนใจมาก และมองว่าจะออกมาเพื่อคนใดคนหนึ่ง แต่ยืนยันว่าไม่เกี่ยว เราจะไม่เอาตัวคนใดอาคนหนึ่งมาตั้ง เพราะประเทศเรามีความแออัดมาก ทุกวันนี้ก็ถูกกล่าวหาว่าละเมิดสิทธิอยู่แล้ว ซึ่งจากนี้เราจะมีที่คุมขังไม่ว่าจะเป็นหน่วยราชการ หน่วยเอกชน ที่เป็นที่คุมขัง ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาด้วยหลักนิติธรรมอย่างแท้จริง ไม่มีว่าเอามาช่วยเหลือคนนั้นคนนี้เด็ดขาด
ส่วนกรณีที่คุมขังเป็นบ้านพักส่วนตัว ก็มีระเบียบอยู่แล้ว และยิ่งจะถูกควบคุมมากด้วยซ้ำ และต้องดูว่าค่าใช้จ่ายในเรื่องการติดตั้งกล้องวงจรปิดของกรมราชทัณฑ์ กับบ้านพักส่วนตัว ระบบจะเป็นอย่างไรและเราจะมีเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ไปดูแลด้วย
สำหรับ 4 กลุ่มคนที่จะได้รับการพิจารณา เข้าเกณฑ์จำคุกนอกเรือนจำ ประกอบด้วย
1.กลุ่มที่ได้รับการจำแนก
2.กลุ่มที่ต้องได้รับการพิจารณาพฤตินิสัย
3.กลุ่มเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย
4.กลุ่มผู้ต้องขังเจ็บป่วย
โดย 4 กลุ่มนี้ จะผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการตั้งแต่ระดับเรือนจำ ระดับอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ซึ่งตนให้นโยบายไปว่าไม่อยากให้ใช้ดุลพินิจมากให้ใช้หลักเกณฑ์เพราะถือเป็นกติการ่วมกัน อีกทั้งยังได้จากการรับฟังความเห็น ที่ทุกคนเห็นด้วยในหลักการทั้งหมด และข้อเสนอแนะบางอย่างก็จะนำเข้าไปเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยไม่ต้องผ่านการพิจารณารัฐมนตรี แต่ในฐานะของคณะกรรมการกรมราชทัณฑ์ ที่มีคณะกรรมการชุดหนึ่ง ซึ่งมีตนเป็นประธาน รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องเช่นปลัดกระทรวงยุติธรรม ผู้พิพากษา ตำรวจ อัยการ เราก็ต้องดูให้มีการบริหารเป็นไปตามเจตนารมย์ของกฎหมายราชทัณฑ์ ซึ่งเราคำนึงถึงให้เกิดความสมดุล





