วันที่ 30 ต.ค. จะเป็นวันสุดท้ายของการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในสมัยประชุมสามัญปีที่2 ครั้งที่1 และจะเปิดสมัยประชุมอีกครั้งในวันที่12 ธ.ค.นี้
ต้องจับตาสารพัดวาระร้อนที่คั่งค้างอยู่ในสภาฯ ท่ามกลางเกมการเมืองที่ยืดเยื้อออกไปราว6สัปดาห์ แรงต่อรองก็ยิ่งแยะตามไปด้วย
ทั้งประเด็น “นิรโทษกรรม” ซึ่งที่ประชุมสภาฯเมื่อวันที่24ต.ค.ที่ผ่านมา มีมติ 270ต่อ 152 เสียง ไม่เห็นด้วยกับ “6ข้อสังเกต” ในรายงานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญศึกษาแนวทางการตราร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)นิรโทษกรรมที่มี ชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน
ย่อมเป็นการตอกย้ำถึงเหลี่ยมการเมืองที่ต่างฝ่ายต่างเปิดใส่กันแบบไม่ยั้ง โดยเฉพาะประเด็นการ “เหมาเข่ง” ไปถึงคดีความตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา110 และมาตรา 112 ที่ทำให้เพื่อไทยตกอยู่ใน2วงล้อม
วงล้อมแรก คือพรรคร่วมรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นภูมิใจไทย รวมไทยสร้างชาติ ประชาธิปัตย์ หรือแม้แต่พลังประชารัฐ ที่แยกออกเป็น2ขั้ว ที่เล่นบทชิงพื้นที่“ฝ่ายอนุรักษนิยม” ประสานเสียงไม่เอาด้วยกับการพ่วงความผิดในคดี ม.110 และ ม.112
จนสมาชิกพรรคเพื่อไทย อาทิ “จาตุรนต์ ฉายแสง” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ต้องออกโรงแถมค่อนแคะไปยังบางพรรคการเมือง “ไม่ใช่อ้างว่าวาระนี้เป็นวาระหรือโอกาสที่พรรคการเมืองจะมาแข่งกันแสดงความจงรักภักดี”
ไม่ต่างจาก วงล้อมที่2 พรรคประชาชน ในฐานะแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่ทวงถามจุดยืนพรรคเพื่อไทยต่อประเด็นดังกล่าว หยิบยกคำพูดของแกนนำ หรือสมาชิกพรรคเพื่อไทยบางคนที่เคยพูดไว้ว่า พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนจำเป็นต้องจับมือกัน
พรรคเพื่อไทยเวลานี้แม้สัญญาณล่าสุดจะใส่เกียร์ถอย พร้อมประสานเสียงทำนองเดียวกัน ไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมในคดีตามมาตรา112 หวังรักษาดุลอำนาจพรรคร่วมรัฐบาลไม่ให้เสียจังหวะ
ทว่าลึกๆแล้ว ยังมีสส.บางคนที่มีความแอบอิงกับกลุ่มมวลชน และนักเคลื่อนไหวการเมือง ยังคงค้างคาใจในประเด็นดังกล่าวภายใต้ด้วยข้อกังวลที่ว่าอาจต้องสูญเสียมวลชนไปให้กับทางพรรคส้มหรือไม่
สะท้อนชัดจากผลลงมติที่เห็นได้ชัดว่าแตกออกเป็น3แนวทางทั้งเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย และงดออกเสียง
เป็นเช่นนี้ต้องจับตาระยะเวลาที่ยืดเยื้อออกไปอีก6สัปดาห์กว่าจะเปิดสภาฯในสมัยประชุมหน้า พรรคเพื่อไทยจะมีเทคนิคการเมืองอะไรที่จะปล่อยออกมาหลังจากนี้หรือไม่
"4ร่างพ.ร.บ.นิรโทษฯ" ธ.ค.วัดพลังรอบใหม่
ล่าสุดมีสัญญาณมาจาก "นายกฯอิ๊งค์" แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พูดถึงการเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมในส่วนของพรรคเพื่อไทยว่า ต้องพูดคุยกันก่อน ในส่วนของคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค ขอให้ความมั่นใจว่า เมื่อเปิดประชุมสภาสมัยหน้าในวันที่ 12 ธ.ค.นี้ จะมีข้อสรุปในเรื่องนี้
จนถึงนาทีนี้สภาฯมีร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม4ร่างที่รอการพิจารณา ประกอบด้วย
1.ฉบับของพรรครวมไทยสร้างชาติที่ชื่อว่า“ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข”มี วิชัย สุดสวาสดิ์ สส.ชุมพร คนสนิทของ“ชุมพล จุลใส”หรือ ลูกหมี แกนนำ กปปส. ซึ่งมีเป้าประสงค์ล้างผิดให้กับ“แกนนำ กปปส.”
2.ฉบับของกลุ่มพรรคเล็ก 1 เสียงประกอบด้วย พรรคครูไทยเพื่อประชาชน พรรคใหม่ พรรคพลังสังคมใหม่ พรรคท้องที่ไทย พรรคประชาธิปไตยใหม่ ชื่อว่า“ร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข”
ร่างฉบับนี้ พบว่า มี สส.ของพรรคประชาธิปัตย์ เช่นบัญญัติ บรรทัดฐานรวมถึง สส.พรรคประชาชาติ เช่นซูการ์โน มะทาเลขาธิการพรรคร่วมด้วย
3.ฉบับของพรรคก้าวไกล(เสนอต่อสภาฯ ก่อนพรรคถูกยุบ) มี “ชัยธวัช ตุลาธน” เป็นผู้นำยื่น ชื่อว่าร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่บุคคลซึ่งได้กระทำความผิดอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง
และ4.ฉบับของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 36,723 คน นำโดย“พูนสุข พูนสุขเจริญ”ทนายความศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ฐานะเครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชน ที่ชื่อว่า“ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมประชาชน”
ล่าสุดมีสัญญาณจากพรรคเพื่อไทย "ชูศักดิ์ ศิรินิล" รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) พูดถึงแนวโน้มการเสนอร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมในนามพรรคเพื่อไทย ที่ประชุมพรรค สส.ส่วนใหญ่มีแนวโว่าอยากให้มีการเสนอ โดยไม่รวมความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 110 และมาตรา 112
แก้รธน.ยิ่งยืดเยื้อ“แรงต่อรอง” ยิ่งแยะ
อีกหนึ่งวาระร้อนที่จ่อคิวสภาฯ ในสมัยประชุมหน้าหนีไม่พ้นการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ณ เวลานี้มีร่างที่บรรจุในสภาแล้ว4ฉบับเป็นร่างของพรรคประชาชน และยังมีที่เตรียมยื่นอีกหลายฉบับ
อย่างที่รู้กันเมื่อเกมแก้รัฐธรรมนูญ ถูกทำให้“สะดุด” ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขรายมาตรา ระหว่าง “พรรคเพื่อไทย” และ “พรรคประชาชน” ในประเด็นการรื้อหมวดจริยธรรม ที่ถูกดับฝันลงในสมัยประชุมที่แล้ว ท่ามกลางการเมืองลี้ลับที่จ้องล้างกระดาน
กระทั่งมาถึงการแก้เกมด้วยการยืมมือส.ส.ร. ชิงจังหวะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับเว้นหมวด1และหมวด2 รวมถึงกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายลูกทั้งหมด
ถึงเวลาจริงกลับเจอเกมหักจาก “สภาสูง” ที่ถูกสีน้ำเงินปกคลุม เดินเกมหักมติสภาผู้แทนฯ ด้วยการปรับเกณฑ์ประชามติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ จาก“เสียงข้างมากชั้นเดียว” ตามที่สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบไปก่อนหน้านี้ กลับไปเป็น เป็น“เสียงข้างมาก 2 ชั้น”หรือ“Double Majority”
เสมือน“ปิดประตูตอกฝาโลง” ให้การแก้รัฐธรรมนูญ เกิดขึ้นได้ยาก จนกระทั่งสภาผู้แทนฯต้องโหวตยืนยันมติเดิม และให้มีการตั้งกมธ.ร่วมเพื่อศึกษาในประเด็นดังกล่าว
ไม่ต่างจากภาพของความไม่ลงรอยระหว่าง “พรรคเพื่อไทย” ที่หนุนประชามติชั้นเดียว และ “พรรคภูมิใจไทย” ซึ่งถูกมองว่ากลับลำ360องศา จากที่เคยโหวตรับหลักการประชามติชั้นเดียวในตั้งแต่ “วาระแรก” จนถึง “วาระสาม”
เช็กเสียงในกมธ.ร่วม 28คนซึ่งมีการประชุมนัดแรกในวันที่30.ต.ค. ดูแล้ว ฝั่งเพื่อไทยและพรรคการเมือง ที่สนับสนุนประชามติชั้นเดียว มี 12เสียง ขณะที่ภูมิใจไทย และสว. ซึ่งสนับสนุนประชามติ2ชั้นมี16 เสียง
เป็นเช่นนี้ย่อมต้องจับตาท่ามกลางอำนาจต่อรองที่ต่างฝ่ายต่างมีในมือ หาก“เพื่อไทย”และ“ภูมิใจไทย”ที่อาจหมายรวมไปถึง “สว.สีน้ำเงิน” เคลียร์จบลงตัว โอกาสกลับไปยึดร่างเดิมที่ผ่านมาสภา คือให้มี “ประชามติชขั้นเดียว” ก็ย่อมมีสูง แต่หากเคลียร์ไม่ลงตัวโอกาเกิดเกมหักซ้อนหักอีกรอบก็มีเช่นกัน
ยิ่งไปกว่านั้นประเด็นเหล่านี้ต้องลุ้นกันต่อในการประชุมสภาสมัยประชุมหน้า ซึ่งจะเปิดสมัยประชุมในวันที่12ธ.ค.หรืออีกราว6สัปดาห์ข้างหน้าน่าจะได้เห็นเกมวัดพลังกันอีกรอบ
ระหว่างนี้จึงต้องลุ้นท่ามกลางสัญญาณการเมืองที่“ยืดเยื้อ” ออกไปนั่นอาจหมายถึง “แรงต่อรอง” ที่ “ยิ่งแยะ” ตามไปด้วย!





