วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'รัฐบาล' เบรก แก้กม.วินัยการเงินการคลัง หลังถูกชงให้เปิด 'งบลับ'

"มติสภา" ส่ง ร่างพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ ให้ "รัฐบาล" ศึกษา 60 วัน หลัง "ก้าวไกล" ชงแก้ หวังเปิดเผยงบลับให้โปร่งใส

ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายวันหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาฯ ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)วินัยการเงินการคลังของรัฐ(ฉบับที่..)พ.ศ…. เสนอโดยนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล  ซึ่งวางหลักการให้มีการจัดการในส่วนของงบลับในกระทรวงต่างๆ โดยเฉพาะกระทรวงกลาโหม เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการดำเนินการ

ทั้งนี้นายวิโรจน์ อภิปรายตอนหนึ่ง ระบุว่า เงินนอกงบประมาณโดยเฉพาะของกองทัพ ในมาตรา 61วรรคสอง เดิมระบุเอาไว้ว่าเงินนอกงบประมาณให้มีเท่าที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่หรือการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ของการมีเงินนอกงบประมาณนั้น เงินนอกงบประมาณของหน่วยงานของรัฐให้นำมาฝากไว้ที่กระทรวงการคลัง เว้นแต่จะมีกฎหมายหรือตกลงกับกระทรวงการคลังไว้เป็นอย่างอื่น ซึ่งต้องการให้มีการจัดการงบประมาณอย่างโปร่งใส ซึ่งกมธ.งบประมาณก็มีข้อสังเกตทุกปี การที่กองทัพ หรือหน่วยงานอื่นจะบริหารจัดการเงินนอกงบประมาณด้วยตัวเองตนยืนยันว่าสามารถทำได้ แต่ควรต้องมีกฎหมายกำกับเอาไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้การจัดการเงินนอกงบประมาณมีความโปร่งใส มีการตรวจสอบทางบัญชีที่ถูกต้อง

“กรณีที่กองทัพทำเพียงข้อตกลงเพียงกระดาษ A4 ไม่กี่หน้ากับกระทรวงการคลัง เป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล และเงินนอกงบประมาณเคยมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญชัดเจนว่าคือเงินของประชาชน ต้องการชความโปร่งใสและตรวจสอบได้เ  ดังนั้นการทำข้อตกลงด้วยเอกสารไม่กี่แผ่นจึงไม่สมเหตุสมผล ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ธุรกิจกองทัพต่างๆอยู่ในแดนสนธยา ประชาชนตั้งคำถามถึงความโปร่งใสว่าการที่กองทัพมาทำมาหากินกลายเป็นเรื่องความมั่นคงไปได้อย่างไรหรือความมั่นคงในกระเป๋าของนายพล คนไหนกันแน่ และกรณีที่เป็นเรื่องลับ แท้จริงอาจเป็นเรื่องลับๆ ล่อๆ  ผมจึงเสนอให้การจัดการเงินนอกงบประมาณ ต้องมีกฎหมายในระดับ พ.ร.บ.กำกับเท่านั้น”นายวิโรจน์ อภิปราย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการอภิปรายก่อนรับหลักการ พบว่าสส.ฝ่ายค้านสนับสนุนขณะที่สส.ฝ่ายรัฐบาลคัดค้าน และก่อนที่สส.จะลงมติ ปรากฎว่า  ครม. ได้ขอรับร่างกฎหมายดังกล่าวไปพิจารณาก่อนที่สส.จะลงมติว่ารับหลักการหรือไม่ภายใน 60 วัน โดยมติของสภาฯ 268 เสียงเห็นด้วย ต่อเสียงไม่เห็นด้วย 162 เสียง.