นับถอยหลังอีกไม่ถึง 24 ชั่วโมง เวทีชิงดำ 200 สว. จะเริ่มขึ้น เรื่องนี้มีประเด็นหนาหูว่า "เกมกวาดโหวต" จาก "บ้านใหญ่" - "สายอิสระ" ทวีความเข้มข้น เพื่อหวังให้คนตัวเองเข้าสภาสูงให้มากที่สุด
KEY POINTS
Key Point :
- อีกไม่กี่ชั่วโมง เกมชิงตั๋ว 200 ใบ เพื่อผ่านเข้าสภาสูง ของ 3,000 ผู้สมัครเป็น สว. จะเริ่มขึ้น
- มีประเด็นที่ "ผู้ตรวจการเลือกตั้ง" ของ "กกต." ออกมาเปิดเผยคือ การกวาดโหวต ผ่านการล็อบบี และสันนิษฐานว่ามีค่าจ้างสูงหลักแสนบาท
- ทว่าการเตรียม "กวาดโหวต" ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น เพราะเครือข่ายการเมือง-เครือข่ายเปลี่ยนประเทศ เซตเกมมานานแล้ว
- แท็กติกที่ใช้คือ ระดมคนสมัครให้มาก-ชวนคนสมัครโหวต-ให้ผู้สมัครพลีชีพเลือกคนเป้าหมาย
- บางจังหวัด พบ "กลุ่มการเมือง" ที่มีพฤติกรรมส่อผิดกฎหมาย ส่วนบางกลุ่มพบการล็อบบี ขอคะแนน โดยยึดอุดมการณ์เพื่อเปลี่ยนประเทศ
เข้าโค้งสุดท้ายสนามชิง สว. 200 คน ในวันที่ 26 มิ.ย.67 นี้ ผู้ที่ผ่านเข้ารอบระดับประเทศ 3,000 คน จะต้องชิงดำ คว้าตั๋ว 200 ใบ เข้าสู่สภาหินอ่อน และตั๋วสำรองอีก 100 ใบ
ตลอดรายทางนับตั้งแต่ที่ “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” (กกต.) ประกาศให้กระบวนการได้มาซึ่ง “สว.” จากการเลือกกันเองของ 20 กลุ่มอาชีพ จาก 3 ระดับ อย่างเป็นทางการ พบเห็นกลเกมของ “ฝ่ายการเมือง-บ้านใหญ่” ที่วางกลยุทธ์ เพื่อให้คนของตัวเองเข้าไปมีตำแหน่งในสภาสูง
ล่าสุด “ผู้ตรวจการเลือกตั้ง” ซึ่งทำหน้าที่หาข่าว และหาเบาะแสการทุจริตในแต่ละพื้นที่ ออกมาเปิดเผยถึง “แท็กติก” ที่ ฝ่ายการเมืองใช้ เพื่อรวบรวมคะแนนให้ “คนของตัวเอง” ติดอันดับ 200 คน คือ
ล็อบบีรวบรวม “โหวตเตอร์” เพื่อให้ลงคะแนนให้กับ “คนของตัวเอง” ซึ่งมีการเจรจาต่อรองขอตำแหน่ง หรือเรียกรับผลประโยชน์
โดยขบวนการนี้ จะดูแล และอำนวยความสะดวกทุกอย่าง ตั้งแต่สนับสนุนค่าเดินทางจากต่างจังหวัดเข้า กทม. จัดหาห้องพัก สนับสนุนค่าเดินทางจากที่พัก เพื่อไปใช้สิทธิเลือก สว. ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี และค่าเดินทางกลับภูมิลำเนา ซึ่งรวมๆ ค่าดูแล เป็นเงิน 5,000 - 10,000 บาท ต่อคน ซึ่งไม่นับ “ค่าจ้างลงคะแนน” ที่ขณะนี้มีตัวเลขพุ่งสูงถึง “แสนบาท”
ในกระบวนการติดตามการเลือกกันเองของ สว. โดย “กรรมาธิการฯ” วุฒิสภา ทั้งกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง และการมีส่วนร่วมของประชาชน กมธ.สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค และ กมธ.กิจการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ พบข้อมูลว่า
ก่อน สว.ชุดที่ 12 จะหมดวาระ 3 เดือน พบกระบวนการจัดตั้งจาก “กลุ่มการเมือง” ผ่านการสร้างเครือข่าย และวางตัวบุคคลที่จะสมัครเข้ารับการเลือก เป็น สว. โดยได้วางเครือข่ายคนของตนเองไว้ทุกกลุ่มอาชีพ รวมถึงมีการรณรงค์ “สมัครเพื่อโหวต” ซึ่งถูกคาดการณ์ว่า จุดนี้จะกลายเป็นการเปิดช่องให้ “ฮั้ว” ได้ในอนาคต
ข้อมูลที่ กมธ.ของวุฒิสภาได้รับคือ “ทุกกลุ่มการเมือง” วางเครือข่ายไว้แบบนี้เช่นเดียวกัน แต่มี “บางพรรคใหญ่” ที่อาศัยความได้เปรียบ เรื่องกลไกท้องถิ่น - เครือข่ายท้องถิ่น ช่วยอำนวยความสะดวกในขั้นตอน “การยื่นสมัคร” ที่ต่อมามีข้อวิจารณ์ว่า คนที่ทำงานเป็นอาสาสมัคร เช่น อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) สามารถสมัครในกลุ่มวิชาชีพ “สาธารณสุข” ได้อย่างไร
รวมถึงกรณีที่ กรรมการอำนวยการเลือก สว. ที่เป็นกลไกของท้องถิ่น ให้ผู้สมัครย้ายจากกลุ่มที่มีผู้สมัครจำนวนมากไปกลุ่มที่มีผู้สมัครจำนวนน้อย เพื่อเพิ่มโอกาสในการ “โหวต” ให้กับผู้สมัคร
ทั้งนี้ในผลของการสมัคร เป็น สว. ระดับอำเภอ ที่มียอดสมัครรวม 43,818 คน และผ่านเข้ารอบจังหวัด 23,645 คน ส่วนใหญ่คือ เครือข่ายของ “ฝ่ายการเมือง” ผสมกับ “ผู้สมัครอิสระ” และผลการเลือกระดับจังหวัด มีผู้ผ่านเข้ารอบ 3,000 คน ก่อนจะเลือกกันเองให้เหลือ สว. ที่รับเลือก 200 คน และ สว.สำรอง อีก 100 คน
ข้อมูลของ “กมธ.สิทธิฯ” ที่มี “สมชาย แสวงการ” เป็นประธาน กมธ. ได้รับจากผู้สมัคร สว. พบว่า มีกระบวนการ “ขนคน” ให้มาโหวต รวมไปถึงการ “ทดลองซักซ้อมโหวต” ผ่านกลไกของ “นักการเมืองท้องถิ่น-สมาชิกสภาเทศบาล - นักการเมืองระดับชาติ” ซึ่งตัวอย่างหนึ่งที่เห็นชัดเจนคือ การไม่ลงคะแนนให้กับตนเองในหลายอำเภอ หรือ “ศูนย์คะแนน” ที่เชื่อว่า เป็นประจักษ์พยานของกลไกที่ฝ่ายการเมือง “วางเกม” เอาไว้
อีกทั้งยังมีข้อมูลด้วยว่า “พรรคการเมือง” ที่มีกลไกท้องถิ่นสนับสนุน มั่นใจว่าจะได้ สว.สีน้ำเงิน 100 คนเป็นอย่างต่ำ คว้าตั๋วเข้าสภา
นอกจากนั้น ยังมีเครือข่ายของ “กลุ่มทุน” ในพื้นที่ต่างๆ ที่เข้ามามีบทบาท เพื่อหวังส่วนแบ่งเก้าอี้ สว. ทั้งนี้ “กมธ.สิทธิมนุษยชน” เคยตั้งข้อสังเกตถึง ผู้สมัคร สว. จาก อ.ห้วยยอด จ.ตรัง ที่สามารถผ่านเข้ารอบประเทศ เป็นสัดส่วนที่สูงผิดปกติ 29 คน จาก 40 คน ก่อนจะตรวจสอบเชิงลึกว่า มี “นักการเมืองระดับชาติ-นายทุน” อยู่เบื้องหลัง คอยกำกับการลงคะแนน ระดมโหวตเตอร์
นอกจากเครือข่ายการเมืองแล้ว ในฟากของ “สว.อิสระ” ที่มีแนวคิด “เปลี่ยนประเทศ” และตั้งเป็นกลุ่ม “สว.เปลี่ยนประเทศ” มีความเคลื่อนไหว “ท้าชน” เครือข่ายบ้านใหญ่เช่นเดียวกัน โดยพบกลยุทธ์สู้บ้านใหญ่ ในโมเดลเดียวกัน
คือ “จัดทัพระดมคนพลีชีพ” เข้ามาในสายที่ดูแล แบ่งสายเป็น 4 กลุ่ม ระดมคนเข้าไปพูดคุย แนะนำตัว และคัดเลือกคนที่ “เหมาะสม” จะเป็นตัวแทนกลุ่มที่ผ่านเข้ารอบ ซึ่งคัดเลือกผ่านโปรไฟล์ แนวคิด และอุดมการณ์ ผ่านการตอบคำถาม เช่น แนวคิดกับการเมือง การทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สภาร่างรัฐธรรมนูญมาจากประชาชน เป็นต้น
กลุ่มอิสระนี้ มีการระดมพล แนะนำตัว และเตรียมตัวโดยใช้ช่องทางออนไลน์เป็นหลัก โดยกลุ่มนี้มีเคล็ดลับคือ จะไม่แสดงตัวให้โดดเด่น เพราะมีบทเรียนจากรอบจังหวัดแล้วว่า ผู้ที่มีโปรไฟล์ดี เด่น ดัง มักถูก “เครือข่ายการเมือง-บ้านใหญ่” เขี่ยตกรอบ ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นแล้ว ทั้งกรณีของ วีระ สมความคิด จากลำปาง - รสนา โตสิตระกูล จาก กทม. - นพ.เหรียญทอง แน่นหนา จาก กทม.- นารากร ติยายน จากเชียงใหม่ เป็นต้น
โดยการรวมกลุ่ม สนับสนุน หรือส่งเสริมเพื่อให้ “คนในเครือข่าย” นั้น แต่ละก๊วนล้วนมีเทคนิค และแท็กติก ของแต่ละคน ซึ่งบางกลุ่มอาจมีการกระทำที่ผิดกฎหมาย เพราะมีการสัญญา-เสนอให้ผลประโยชน์ ขณะที่บางกลุ่มเป็นการรวมตัวเพื่อเปลี่ยนประเทศ
ซึ่งในวันที่ 26 มิ.ย.67 นี้ เราจะได้รู้ว่า “แท็กติก-วิธีของกลุ่มไหน” ที่ประสบความสำเร็จคว้าตั๋ว สว.ไปได้มากที่สุด.
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





