วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สว.คว่ำ 'ธิติ แสงสว่าง' นั่งป.ป.ช. เหตุขาดคุณสมบัติ รับราชการต่ำกว่า'อธิบดี'

มติที่ประชุมวุฒิสภา โหวตคว่ำ "พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง" นั่งป.ป.ช. เหตุขาดคุณสมบัติ รับราชการต่ำกว่าตำแหน่ง "อธิบดี"

ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา มีพล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร รองประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบพล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. ให้ดำรงตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ตามที่คณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งป.ป.ช. ได้พิจารณาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก่อนส่งให้ที่ประชุมวุฒิสภาลงมติจะให้ความเห็นชอบหรือไม่

โดยเป็นการประชุมลับใช้เวลานาน 4ชั่วโมง ที่ประชุมถกเถียงปัญหาขาดคุณสมบัติการเป็นผู้ได้รับการสรรหาเป็นป.ป.ช.ของพล.ต.ท.ธิติ อย่างเข้มข้น เพราะมาตรา9 วรรค2 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 ระบุว่า

ต้องรับราชการหรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดี หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่าไม่น้อยกว่า 5ปี แต่ตำแหน่งผบช.น.นั้น สว.หลายคนเห็นว่า ไม่สามารถเทียบเท่าได้กับตำแหน่งอธิบดี

ทั้งนี้แม้จะอ้างพ.ร.บ.หลักเกณฑ์การเทียบตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่าอธิบดี พ.ศ.2562 และระเบียบก.ตร. ว่าด้วยหลักเกณฑ์การเทียบตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่เทียบเท่าอธิบดี พ.ศ.2563 ให้ตำแหน่งผบช.น.สามารถเทียบเท่าอธิบดีได้นั้น แต่สว.หลายคนเห็นว่า พ.ร.บ.และระเบียบก.ตร.ดังกล่าวใช้บังคับแค่หน่วยงานตำรวจหรือทหาร ไม่ครอบคลุมถึงองค์กรอิสระ หลังเสร็จสิ้นการประชุมลับ

ที่ประชุมลงมติไม่เห็นชอบพล.ต.ท.ธิติดำรงตำแหน่งป.ป.ช.ด้วยคะแนน 88ต่อ80 ไม่ออกเสียง30 ถือว่าไม่ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา เพราะได้คะแนนเสียงเห็นชอบน้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสว.ที่มีอยู่หรือ 125เสียง

ขณะที่ ในการประชุมวุฒิสภา ในวันพรุ่งนี้ (20 ก.พ.) ยังวาระสำคัญในการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคล ผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 14 แทน นายณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา อดีต กรรมการ ป.ป.ช. ที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากมีอายุครบ 70 ปีบริบูรณ์ ได้แก่ นายภัทรศักดิ์ วรรณแสง ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ในฐานะอดีตรองประธานศาลฎีกา ระหว่าง 1 ตุลาคม 2565 - 30 กันยายน 2566 ซึ่งการพิจารณา และการลงมติ จะดำเนินในแบบลับ