ด่วน!‘บิ๊กโจ๊ก’ลั่นไม่เอาคืนขู่ข้อมูลเยอะเปิดมาตายทั้งสำนักงานตำรวจ

ด่วน!‘บิ๊กโจ๊ก’ลั่นไม่เอาคืนขู่ข้อมูลเยอะเปิดมาตายทั้งสำนักงานตำรวจ

‘บิ๊กโจ๊ก’ลั่นไม่เอาคืนขู่ข้อมูลเยอะเปิดมาตายทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บอกยังอยากรักษาองค์กรเอาไว้ ยันใช้เงินส่วนตัวดูแลลูกน้อง เอาจากภรรยาซึ่งมีมรดกพันล้าน ไม่รู้ ภาคภูมิ-มินนี่ มีสัมพันธ์อย่างไร

บิ๊กโจ๊กพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบ.ตร. ให้สัมภาษณ์รายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซต์ไทยแลนด์ ชี้แจงประเด็นที่สังคมสงสัย ภายหลังมีการบุกค้นบ้านพัก โดยมีลูกน้องนายตำรวจ 8 คน มีความเชื่อมโยงกับเว็บไซต์พนันออนไลน์ ว่า ในกรณีที่ใช้เงินส่วนตัวให้ลูกน้องทำงานนั้น หลักคิดของตน พ่อตนเป็นตำรวจ เมื่อมาทำงานก็ต้องทำงานเพื่อแผ่นดิน แล้วตนไม่มีลูก ไม่ต้องส่งลูกเรียนต่างประเทศ ตนเลยเอาเงินมาใช้ทำเพื่อประเทศดีกว่า งานศพพ่อตน ผมก็บริจาคให้โรงพยาบาล อะไรที่เสียสละได้ตนเสียสละ ตนเอาเงินไปทำงานให้ประชาชน

“เงินที่ให้ลูกน้องช่วยทำงานโดยเฉลี่ย 1-2 ล้านต่อเดือน โดยเงินจำนวนนี้นอกเหนือจากงบราชการลับครั้งละ 6 แสน ที่ผบ.ตร.นำมาให้ ซึ่งเงินทั้งหมดถูกต้องตามกฎหมาย เป็นเงินของภรรยา และเงินที่บ้านของผม วันนี้ถ้าดูเส้นเงินของมินนี่ ที่บอกว่าโอนเข้ามาตรงกับค่าใช้จ่ายของผม ประมาณ 3 ล้านกว่า ผมถามว่าจะรับเงินจากเว็บพนันที่ไหน 3 ล้านกว่า เขารับกันเป็น 100 ล้าน”

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ส่วนเงินของภรรยามาจากไหนนั้น หลังจากพ่อตาตนเสีย เงินมรดกที่ยังไม่ได้แบ่งก็เกือบพันล้านแล้ว เมื่อพ่อตาเสียชีวิต แม่ยายตนก็เป็นผู้จัดการมรดก เมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีคนมาซื้อที่ดินร้อยกว่าล้าน ซึ่งเรายังไม่ตัดสินใจเลย วันนี้ตนกับภรรยา ตั้งใจทำอะไรก็ได้ที่จะทำบุญให้ประชาชน ตนเป็นตัวอย่างของการปฏิรูปตำรวจตัวจริง เพราะตนเลี้ยงลูกน้อง ไม่ใช่ให้ลูกน้องมาเลี้ยงตน
 

ผู้ดำเนินรายการถามว่า มีคำขู่จะเช็คบิลไปที่ภรรยา และแม่ เพราะมีเส้นทางการเงินไปถึง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ไม่มีปัญหาครับ ตอนนี้เขาเห็นเส้นเงินแล้วว่าเงินจากเว็บพนันมี 3 ล้าน แต่เงินผมมีอยู่ 20 ล้าน ส่วนภรรยาผมจะมีเงินไปถึงมินนี่ยังไง ลูกน้องผมก็ต้องอธิบาย ถ้าเงินผมได้มาถูกต้องมันก็จบ แต่ถ้าไม่ถูกต้องก็ต้องมาตรวจสอบ

เมื่อถามว่า หากมีการเชิญแม่ไปสอบปากคำจะทำอย่างไร พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ก็ต้องไปสอบปากคำ ตนอาจจะให้ไปสอบที่บ้าน เพราะแม่ตนมาไม่ไหว และอาจจะให้หมอไปอยู่ด้วย เพราะแม่อาจจะไม่ไหว อายุมากแล้ว ทุกวันนี้ตนก็ต้องทำแบบนี้ ต้องทำเพื่อศักดิ์ศรีของตัวเองและลูกน้อง แต่ต้องแยกให้ออกว่าลูกน้องคนไหนไปพัวพัน
 

เมื่อถามว่า บ้านทาวโฮมของเฮียแต๋มที่โดนค้นมีความเชื่อมโยงกันอย่างไร พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ปกติตนอยู่แฟลตตำรวจจนเป็นนายพล แต่พอเราเป็นผู้การ งานเราเยอะขึ้น แต่ตนก็ไม่ได้ไปสร้างบ้าน พ่อตายกที่ดินให้ที่พุทธมณฑลสาย 7 จำนวน 10 ไร่ แล้วให้ไปสร้างบ้าน เราก็ถมที่และเขียนแบบแล้ว แต่ตนสนิทกับเฮียแต๋ม รู้จักกันมากว่า 20 ปี ตั้งแต่ตนเป็นสารวัตร ซึ่งนับถือกันเป็นญาติ ซึ่งก่อนจะออกจากแฟลตตำรวจ ตนก็ถามเฮียแต๋มว่ามีบ้านตรงไหนบ้าง เฮียแต๋มก็บอกว่ามีบ้านหลังดังกล่าว ตนก็เลยมาอยู่ โดยเช่า 2 หลัง และอีก 2 หลังว่างอยู่ก็เลยให้ลูกน้องไปอยู่

เมื่อถามว่า จะมีการเรียกเฮียแต๋มกับภรรยาไปสอบปากคำ  พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ตอนตนมีเรื่องใหม่ๆ เฮียแต๋มก็โดน ป.ป.ช. เรียกตรวจสอบมาแล้ว ซึ่งก็บอกว่ามีรายได้ต่อปี 700-800 ล้าน ซึ่งทำธุรกิจขายรถ ตอนนี้เขาสงสัยว่าตนอยู่บ้านคนทำเว็บพนันหรือไม่ ซึ่งเฮียแต๋มเขาทำธุรกิจถูกกฎหมาย ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการพนัน ตนก็บอกให้เฮียแต๋มตั้งโต๊ะแถลงเลย ซึ่งกำลังประสานงานให้แถลงข่าว 

เมื่อถามว่า รู้มาก่อนหรือไม่ว่าพ.ต.อ.ภาคภูมิ ไปยุ่งกับมินนี่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า “ผมไม่รู้มาก่อน ซึ่งพ.ต.อ.ภาคภูมิ พิสมัย เป็นคนทำงานดี ซึ่งไปทำงานเป็นผู้กำกับอยู่จ.เลย เขาเลยรู้จักกัน ส่วนผมโดนย้ายไปอยู่สำนักนายกรัฐมนตรี ผมเพิ่งถามเขาก็บอกว่ารู้จักกันที่จ.เลย แต่จะลึกซึ้งกันอย่างไรผมไม่รู้”

เมื่อถามว่า ตกลงจะเอาคืนไหม พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า “ผมไม่เอาคืนหรอกครับ แต่ข้อมูลผมมีมาก ผมเปิดเมื่อไรก็ตายกันหมดทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ยังไม่ขอบอก ผมไม่เอาคืน แต่ข้อมูลมีเยอะ ผมทำตรงไปตรงมาทุกคดี แต่เส้นทางการเงินมันพันกับหลายคน มันไม่ใช่ขี้ไก่แบบของผม เจ้าพ่อเว็บพนันไม่มีใครรู้จักผม และเขากลัวผมหมด ไอ้ที่ทำกับแบบนี้ทำก็ทำได้ แต่ผมยังรักษาองค์กรเอาไว้อยู่”