อนุรักษนิยม ค้ำรัฐบาลใหม่ 'ทักษิณ' ความหวังอำนาจเก่า

อนุรักษนิยม ค้ำรัฐบาลใหม่ 'ทักษิณ' ความหวังอำนาจเก่า

จุดแข็งจึงอยู่ที่ เสถียรภาพมั่นคงในระดับอุ่นใจได้ แต่ก็ต้องแลกกับการถูกต่อรอง หรือมีปัจจัยแวดล้อมต่างๆ เข้ามามีส่วนในการตัดสินใจบางเรื่อง จนรัฐบาลไม่เป็นตัวของตัวเองหรือไม่

ถึงกำหนดดีเดย์ของรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน ที่จะได้สตาร์ตเครื่องยนต์ลูกใหม่ ในการบริหารราชการแผ่นดินอย่างเป็นทางการ ภายหลังนำคณะรัฐมนตรี เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณ ในวันที่5 ก.ย.นี้ ถึงแม้หน้าตา ครม.บางคนอาจทำให้สังคมผิดหวัง หรือร้องยี้อยู่บ้าง แต่ก็ต้องวัดกันที่ผลของงานเป็นสำคัญ

ท่ามกลางความคาดหวังจากสังคม ที่ตั้งตารอชุดนโยบายเพื่อไทย และแต่ละพรรคการเมืองที่ได้หาเสียง จะเป็นจริงแค่ไหน แม้ผลสำรวจของนิด้าโพล ที่มีการเปิดเผยออกมาว่า 3 นโยบายของเพื่อไทย กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่าจะทำได้ นั่นก็คือ 

1.แก้กฎหมายยกเลิกการเกณฑ์ทหาร

2.ขึ้นค่าแรง 600บาท ภายในปี 70 และ 

3.เงินเดือน ป.ตรี 25,000 บาท

แต่ความพิเศษอย่างหนึ่งของรัฐบาลเศรษฐา ที่ค่อยๆ เผยให้เห็นคือ โครงสร้างอำนาจที่เกื้อหนุนค้ำจุนให้สามารถฟอร์มรัฐบาลสำเร็จ หนีไม่พ้นเครือข่ายอนุรักษนิยมที่ยังทรงประสิทธิภาพสะท้อนผ่านบทบาท พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และองคาพยพทั้งหลาย ที่ยึดโยงภาคส่วนต่างๆทั้งเบื้องหน้า เบื้องหลัง ที่ต่างมีอำนาจตัวจริงในแต่ละบริบท

ประตูบานแรกของเศรษฐา ที่สามารถฝ่าด่านขึ้นเป็นนายกฯ ได้ มาจากสว.สาย ป.ประยุทธ์ ที่อาจแลกมาด้วยเงื่อนไขผ่านดีลพิเศษบางอย่าง จนวันนี้เพื่อไทยถูกมองว่า กลมกลืนเป็นพวกอนุรักษนิยมเต็มตัวไปเรียบร้อยแล้ว

คนที่ถูกจับตาว่าเป็นความหวังของฝ่ายอนุรักษนิยมคนใหม่ คือ คนที่ชื่อ ทักษิณ ชินวัตร คู่ต่อกรกับฝ่ายอนุรักษนิยมมายาวนาน 

หลายปีที่ผ่านมา อดีตนายกฯ คนนี้ที่เพิ่งได้รับพระราชทานอภัยโทษ ลดโทษจำคุก 8 ปีเหลือ 1 ปี ต้องเจอรัฐประหารโดยตรงเมื่อปี 49 และเครือข่ายเพื่อไทยโดนอีกครั้งเมื่อปี 57 ถูกคดีไล่ล่าจนต้องไปอยู่ต่างประเทศ ฝ่ายอำนาจเก่าก็ยังไม่สามารถกำจัดให้พ้นสังเวียนการเมืองแบบถอนรากถอนโคน เพราะเครือข่ายทักษิณยังมีจุดแข็ง

ในเมื่อกำจัดทิ้งไม่สำเร็จ การหันมาเป็นพวก น่าจะดีสำหรับฝ่ายอนุรักษนิยม และเครือข่ายทักษิณ ที่ต่างก็สมประโยชน์ จึงได้ข้อยุติแบบที่เห็นวันนี้

เพื่อไทยได้ขึ้นสู่อำนาจ ฝ่ายอนุรักษนิยมได้กันชนใหม่มาต่อกรกับก้าวไกล ซึ่งถูกมองว่าเป็นฝ่ายที่มีอิทธิพลมากที่สุด ที่จะสั่นคลอนอำนาจเก่าได้อย่างน่าหวั่นเกรง

การส่ง “สุทิน คลังแสง” ไปนั่ง รมว.กลาโหม พร้อมกับภาพการเป็นมือประสาน เดินสายพบอดีตรมว.กลาโหม และว่าที่ผู้นำเหล่าทัพอย่างต่อเนื่อง ก็สะท้อนภาพได้ค่อนข้างดีว่า มีความพยายามจะใช้คนที่บุคลิกประนีประนอม เพื่อปรับจูนการทำงานให้ประสานสอดคล้องระหว่างการเมืองและการทหาร

เพื่อไทยเองก็คงรู้ถึงเงื่อนไขหลายอย่างที่แปรเปลี่ยนไป หลายอย่างต้องซอฟต์ลง ตามดุลอำนาจที่ไม่เหมือนเก่า ในเมื่อวันนี้ขุมข่ายอำนาจมาจากหลายทิศทาง ร่วมกำหนดเกม และเป็นองค์ประกอบสำคัญทำให้รัฐบาลนี้ก่อตัวสำเร็จ

จุดแข็งจึงอยู่ที่ เสถียรภาพมั่นคงในระดับอุ่นใจได้ แต่ก็ต้องแลกกับการถูกต่อรอง หรือมีปัจจัยแวดล้อมต่างๆ เข้ามามีส่วนในการตัดสินใจบางเรื่อง จนรัฐบาลไม่เป็นตัวของตัวเองหรือไม่ ตรงนี้น่าจับตา และน่าจะได้เห็นอะไรชัดเจนมากขึ้น เมื่อช่วงฮันนีมูนผ่านพ้นไปแล้ว