การผูกมัดกับ “ลุงบ้านป่ารอยต่อ” ก็ด้วยความกลัว หลายคนจึงเชื่อว่า เบื้องหลังปฏิบัติการกับคดี “ศักดิ์สยาม” มีเงาของ “ลุง-น้อง ป.ที่ 4” คอยชักใยอยู่เบื้องหลังหรือไม่ นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายคดีที่ “บิ๊กภูมิใจไทย” อาจต้องลุ้นว่า จะโดนเล่นงานต่อในจังหวะไหน
ปิดฉากตำนานวลีการเมือง “มันจบแล้วครับนาย” กลับมา “เริ่มต้นใหม่กันครับนาย” อย่างเป็นทางการ ภายหลังพรรคเพื่อไทยประกาศจับมือกับพรรคภูมิใจไทย รวม 212 เสียง จัดตั้งรัฐบาล
บาดแผลเก่าระหว่าง ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กับ เนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย เมื่อครั้งนำ “กลุ่มเพื่อนเนวิน” ออกจากพรรคพลังประชาชน ร่วมจัดตั้งรัฐบาลประชาธิปัตย์ ที่มีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ เมื่อปี 2551 แม้จะพยายามลบอย่างไร ก็ไม่จางหาย
แต่เมื่อสมการการเมืองเปลี่ยน ความเจ็บปวดในใจของ “ทักษิณ” อาจจะต้องเก็บไว้ให้ลึกสุดก้นบึ้งของหัวใจ เพื่อหาทางให้ตัวเอง ได้“กลับบ้าน” จึงต้องยอมจับมือ “เนวิน-ภูมิใจไทย” เบิกทางให้ขั้วรัฐบาลเดิมได้เข้ามาเป็นพรรคร่วมรัฐบาล
ปฏิบัติการของ “เนวิน-ภูมิใจไทย” เดินเกมเร็ว ภายหลังเลื่อนการโหวตนายกรัฐมนตรี จากวันที่ 4 ส.ค. ออกไปจนกว่า “ศาลรัฐธรรมนูญ” จะมีคำวินิจฉัยกรณีข้อบังคับการประชุมข้อที่ 41 เพราะ “ลุงบ้านป่ารอยต่อ” ก็หวังที่จะจัดตั้งรัฐบาล
มีกระแสข่าวว่า “ลุงบ้านป่ารอยต่อ” เดินเกมด้วยการเรียก “บิ๊กภูมิใจไทย” ไปหารือทางลับ เปิดเจรจาให้ “ขั้ว 188 เสียง” แพ็กกันให้แน่น เพื่อต่อรองกับพรรคเพื่อไทย โดยมองว่าหาก “ขั้ว 188 เสียง” ไม่มีพรรคไหนแตกแถว พรรคเพื่อไทยจะถูกต้อนให้จนมุม
หลังจากนั้นจะเป็นโอกาสของ “ลุงบ้านป่ารอยต่อ” เข้ามาเสียบ เพื่อขึ้นสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรี สานฝันให้ตัวเอง แต่ “บิ๊กภูมิใจไทย” ไม่เล่นด้วย เพราะมองว่า หากจะจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย แล้วบีบพรรคเพื่อไทยในภายหลัง สถานการณ์อาจไม่เป็นไปตามที่คาด
เพราะหากพรรคเพื่อไทยโดนต้อนเข้ามุม ย่อมมีโอกาสที่จะพลิกกลับไปจับมือพรรคก้าวไกลได้เช่นกัน หากเป็นเช่นนั้นโอกาสของพรรคภูมิใจไทย และพรรคการเมืองอื่นในขั้ว 188 เสียงจะหมดลงทันที และการเมืองจะเข้าสู่เดดล็อก
ในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา หลังจากการเรียก “บิ๊กภูมิใจไทย” เข้าไปพูดคุยในบ้านป่ารอยต่อแล้ว ถัดมาวันที่ 6 ส.ค. ได้มีการปล่อยข่าว “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช.เรียกไต่สวนเพิ่มเติม ประเด็นฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีครอบครองที่ดินของการรถไฟฯ เขากระโดง บุรีรัมย์
พร้อมทั้งมีรายงานว่า หากคณะกรรมการป.ป.ช.ไต่สวนแล้ว พบมีมูลความผิดจริงตามข้อร้องเรียน จะส่งสำนวนฟ้องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งประธานทางการเมือง ตามขั้นตอนต่อไป ซึ่งก่อนหน้านี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้ “ศักดิ์สยาม” หยุดปฏิบัติหน้าที่กรณีถือหุ้นบุรีเจริญฯ ตั้งแต่วันที่ 3 มี.ค. 2566
พลันที่ข่าวดังกล่าวเผยแพร่สู่สาธารณะ “บิ๊กภูมิใจไทย” จึงไล่รีเช็คข่าว ทุกสื่อ เพื่อหาต้นสายปลายเหตุ เนื่องจากเรื่องดังกล่าวออกมา หลังจากการหารือกับ “ลุงบ้านป่ารอยต่อ” ที่จบลงแบบไม่แฮปปี้
โดย “บิ๊กภูมิใจไทย” มองเจตนาว่า อาจมี “มือมืด” ต้องการมัดพรรคภูมิใจไทยเอาไว้ โดยใช้ “ศักดิ์สยาม” เป็นตัวประกันหรือไม่
เมื่อ “ลุงบ้านป่ารอยต่อ” ยังคิดการใหญ่ แต่สวนทางกับจุดยืนของพรรคภูมิใจไทยที่ไม่สนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย และมองออกว่า หากฝืนจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย กระแสต่อต้านจะเป็นเชื้อไฟ ก่อให้เกิดการชุมนุมประท้วง
อีกทั้งการผูกมัดกับ “ลุงบ้านป่ารอยต่อ” ก็ด้วยความกลัว หลายคนจึงเชื่อว่า เบื้องหลังปฏิบัติการกับคดี “ศักดิ์สยาม” มีเงาของ “ลุง-น้อง ป.ที่ 4” คอยชักใยอยู่เบื้องหลังหรือไม่ นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายคดีที่ “บิ๊กภูมิใจไทย” อาจต้องลุ้นว่า จะโดนเล่นงานต่อในจังหวะไหน
ถึงเวลาที่ “บิ๊กภูมิใจไทย” ต้องตัดสินใจไปต่อ และ“หนู”ไม่กลัวน้ำร้อน แม้ “ลุงบ้านป่ารอยต่อ” จะมากด้วยอิทธิฤทธิ์ แต่ประเมินทิศทางการเมือง ขั้วอำนาจเดิมกำลังเสื่อมถอยลง ได้เวลาปลดแอก ประกาศอิสรภาพ เพื่อสานฝันของตัวเอง ที่ไม่ใช่ฝันลุง





