พท.ปักหมุด ‘7 กระทรวงยุทธศาสตร์’ เล็ง “คลัง-พลังงาน-คมนาคม” ลุยขับเคลื่อนนโยบายเบ็ดเสร็จ กระจาย 13 กระทรวงพรรคร่วมรัฐบาลหลังดีลจบ
แม้การจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลยังไม่แล้วเสร็จ พรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ส่งสัญญาณเดินเกมสูตร “ไม่มีลุง” แม้จะยากที่จะฝ่าดงอำนาจ “ลุง” แต่ยังพยายามทุกทางเพื่อรวบรวมเสียง สว. ให้ได้มากที่สุด
เพราะหากไม่มี พรรคพลังประชารัฐ พรรครวมไทยสร้างชาติ การต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีย่อมลดน้อยลง และอำนาจในการจัดสรรโควตารัฐมนตรีจะอยู่ในมือพรรคเพื่อไทยเบ็ดเสร็จ แต่พรรคเพื่อไทยรู้ดีว่าสูตรในฝันนี้เกิดขึ้นยาก
จึงต้องวางเกมจัดสรรโควตารัฐมนตรีไม่ให้เสียเปรียบ บทเรียนจากพรรคพลังประชารัฐ หลังการเลือกตั้งปี 2562 ถูกนำมาปรับใช้
หากจำกันได้ พรรคร่วมรัฐบาลได้เก้าอี้กระทรวงเกรดเอเกือบหมด ทำให้พรรคพลังประชารัฐขยับเกมการเมืองลำบาก
“ขุนพลเพื่อไทย” จึงคิดเกมข้ามช็อตเก็บกระทรวงเกรดเอ เอาไว้บริหารจัดการงานบ้านเมือง จัดการเกมการเมือง เพราะการร่วมรัฐบาลกับพรรคการเมืองที่เคยมีความแค้นต่อกัน ย่อมต้องระวังหน้าระวังหลัง ไม่ให้ถูกขี่ทางการเมืองอยู่ตลอดเวลา
เก้าอี้รองนายกรัฐมนตรี ดูแลงานด้านความมั่นคง โดยเฉพาะสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องเป็นคนของพรรคเพื่อไทยเท่านั้น เพราะต้องใช้รักษาความสงบเรียบร้อย และดูแลงานราชการทางลับในหลากหลายเรื่อง
กระทรวงการคลัง ซึ่งปกติจะผูกไว้กับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากต้องใช้กระทรวงการคลังบริหารจัดการงบประมาณแผ่นดิน โดยพรรคเพื่อไทย มีคนที่เคยผ่านงานคุมกระทรวงการคลัง และมีประสบการณ์ด้านการคลังมาแล้วหลายคน อาทิ กิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีต รมว.คลัง ศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย
กระทรวงมหาดไทย มีความสำคัญในการกำกับดูแลข้าราชการระดับท้องถิ่นทั้งประเทศ และสามารถใช้เป็นกลไกด้านมวลชนได้อย่างดี มีชื่อ 2 บิ๊กเนม ประกอบด้วย ภูมิธรรม เวชยชัย สมศักดิ์ เทพสุทิน ลุ้นเก้าอี้ มท.1
กระทรวงคมนาคม เป็นที่หมายปองของพรรคภูมิใจไทย แต่พรรคเพื่อไทยไม่ยอมยกกระทรวงเกรดเอบวกให้พรรคอื่น เนื่องจากกระทรวงคมนาคมสามารถต่อยอดงานการเมือง ทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังได้ จึงจำเป็นต้องเก็บไว้ดูแลเอง โดยมีตัวเต็ง อาทิ ประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ สส.บัญชีรายชื่อ เป็นแคนดิเดต
กระทรวงพลังงาน ถือเป็นกระทรวงขุมทรัพย์ที่พรรคเพื่อไทย จะเสียให้กับพรรคการเมืองอื่นไม่ได้ ว่ากันว่า “นายทุน”ระดับบิ๊ก ซึ่งคอยให้การสนับสนุนอย่างเป็นทางการผูกปิ่นโตเอาไว้ โดยมี จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ มีชื่อลุ้นเก้าอี้นี้
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ถูกจัดเป็นกระทรวงเกรดเอ เพราะต้องกำกับดูแลโซเชียลมีเดียในทุกแพลตฟอร์ม และต้อกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในด้านดิจิทัล ปรากฎชื่อ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เป็นตัวเต็ง
กระทรวงการต่างประเทศ พรรคเพื่อไทยต้องการใช้ขับเคลื่อนงานด้านการประชาสัมพันธ์ประเทศ ควบคู่ไปกับงานปฏิบัติการในหลายด้าน มีชื่อ ปานปรีย์ พหิทธานุกร ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของพรรค ถูกจับตา
ทั้งหมดคือ 7 เก้าอี้ที่พรรคเพื่อไทยหมายมั่นจะต้องยึดมาควบคุมดูแลให้ได้ เพราะเป็นกระทรวงยุทธศาสตร์ของพรรค เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ อาทิ เงินดิจิทัล 10,000 บาท นโยบายซอฟต์พาวเวอร์ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม จำนวนเสียง 141 ของพรรคเพื่อไทย มีไม่มากพอที่จะยึดครองกระทรวงตามที่มุ่งหมายทั้งหมด จึงจำเป็นต้องเกลี่ยโควตาให้ “พรรคร่วมรัฐบาล” โดยจะยอมเฉือนออกไป 13 กระทรวง
กระทรวงกลาโหม ต้องจับตาว่ารัฐบาลเพื่อไทย จะมีพรรคพลังประชารัฐ พรรครวมไทยสร้างชาติ เข้าร่วมรัฐบาลด้วยหรือไม่ หากมีพรรค 2 ลุง คาดการณ์ว่ากระทรวงกลาโหม จะถูกแบ่งให้เป็นโควตา “ลุง”
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แม้พรรคประชาธิปัตย์ อยากจะขอดูแลกระทรวงเดิม แต่ปัญหาภายในของพรรคอาจจะทำให้ต้องตกขบวนร่วมรัฐบาล ที่สำคัญแรงต่อรองทางการเมืองมีน้อย โอกาสชวดกระทรวงเกษตรฯจึงมีสูง จึงต้องติดตามว่าพรรคเพื่อไทยจะแบ่งไปให้พรรคใด
กระทรวงยุติธรรม พรรคประชาชาติจับจองเก้าอี้ดังกล่าวเอาไว้ แม้จะได้เก้าอี้ประธานสภาฯ แต่ถือเป็นของแถม ไม่นับรวมกับโควตารัฐมนตรี มีชื่อ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เป็นตัวเต็ง
กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีพรรคภูมิใจไทยจับจองเอาไว้แล้ว เตรียมสานต่องานคงค้าง โดยมีโอกาสสูงที่จะไม่เปลี่ยนแปลงตัวรัฐมนตรี
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มี วราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา จับจองไว้แล้วเช่นกัน แม้จะมีแกนนำพรรคพลังประชารัฐ อยากจะสอดแทรกเข้ามาดูแลงานกระทรวงนี้ แต่ “วราวุธ” มุ่งมั่นที่จะนั่งเก้าอี้อย่างเหนียวแน่น
กระทรวงแรงงาน มีชื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ จับจองเก้าอี้ "จับกัง 1" เอาไว้ แต่ต้องรอการตัดสินใจของพรรคเพื่อไทย เนื่องจากมีนโยบายขึ้นค่าแรง 600 บาท ภายในปี 2570 ที่เคยหาเสียงเอาไว้ เป็นนโยบายสำคัญที่ต้องดำเนินการ
ขณะเดียวกันยังมี กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงวัฒนธรรม ที่พรรคเพื่อไทยต้องจัดสรรปันส่วนให้ “พรรคร่วมรัฐบาล”
ทั้งหมดพร้อมจะนับ 1 เมื่อดีลทุกพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อไทยได้ข้อยุติ จนมองเห็นอนาคตรัฐบาลร่วมกัน





