เส้นทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกล สัญญาณทั้งจากคีย์แมนและส.ส.ชัดเจนว่า แยกทางกันเดินอย่างเด็ดขาด ไม่มีวันที่จะกลับจับมือกันได้อีก ปิดตำนาน“พรรคพี่”ช่วย“พรรคน้อง” บาดแผลที่ฝากไว้ ทำให้ “เพื่อไทย” และ “ก้าวไกล”จากนี้คือศัตรูทางการเมืองตลอดกาล
ปฏิบัติการแตกหักระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกลถูกยื้อมาจนนาทีสุดท้าย ก่อนที่จะมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 4 ส.ค. โดยพรรคเพื่อไทยจะประกาศจับขั้วทางการเมืองใหม่ในวันนี้ (3ส.ค.) โดยไม่มีพรรคก้าวไกล และไม่มีพรรคสองลุง
ฉากแตกหัก “เพื่อไทย-ก้าวไกล” ไม่เกินความคาดหมายของคอการเมือง เพราะต้องยอมรับว่าความพ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้ง 14 พ.ค. ของพรรคเพื่อไทย มาจากความนิยมของพรรคก้าวไกล ที่พุ่งสูงในช่วงโค้งสุดท้าย จนมาแรงแซงชนะ
แต่พรรคเพื่อไทย ยอมกลืนเลือดเก็บความแค้นเอาไว้ ประกาศสนับสนุนให้พรรคก้าวไกลจัดตั้งรัฐบาล เนื่องจากไม่ต้องการฝืนกระแสสังคมที่ต้องการให้ “ขั้วประชาธิปไตย” ได้จัดตั้งรัฐบาลในฝัน
ทว่าการจัดตั้งรัฐบาลก้าวไกล ผลักดัน “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ต้องจบลง เพราะไม่สามารถฝ่าด่าน 375 เสียงในรัฐสภาไปได้ เนื่องจากขั้ว 188 เสียง และ 250 สว. โหวตไม่เห็นชอบ ที่สำคัญพรรคก้าวไกล ไม่สามารถหาเสียงมาเติม 312 เสียงได้
เกมจึงไหลไปเข้าทางพรรคอันดับสอง เมื่อก้าวไกลส่งไม้ต่อให้เพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยพรรคเพื่อไทยพยายามต่อสายหาเสียงจาก “ขั้ว 188 เสียง” แต่ทุกพรรคมีเงื่อนไขไม่สนับสนุนพรรคก้าวไกล และไม่โหวตให้พรรคการเมืองที่มีนโยบายแก้ไข ม.112
ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขที่พรรคก้าวไกล ไม่สามารถกลืนน้ำลายตัวเองได้ จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้พรรคเพื่อไทยนำมาใช้กล่าวอ้าง แตกหักพรรคก้าวไกล
นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า “เงื่อนไขของพรรคการเมืองอื่น และ สว. ไม่ยอมรับนโยบายแก้ไขมาตรา 112 โดยพรรคก้าวไกลยืนยันไม่ปรับเปลี่ยนนโยบาย พรรคเพื่อไทยจึงขอถอนตัวจากการร่วมมือ และเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลพรรคร่วมใหม่”
ฟากฝั่ง ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่าวว่า “พรรคเพื่อไทย ไม่ได้มีการขอให้พรรคก้าวไกลพิจารณา ถอยเรื่องการเสนอการแก้ไข ม. 112 และตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่เคยมีการเจรจากันเรื่องนี้ และพรรคเพื่อไทยไม่ได้ขอให้พรรคก้าวไกล โหวตให้แคนดิเดตนายกฯของพรรคเพื่อไทย”
เมื่อทั้งพรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกล ไม่สามารถหาจุดร่วมที่ลงตัวได้ จึงถึงเวลาต้องแยกจากกัน ทิ้งฉากรักหวานให้เป็นตำนานทางการเมือง
จุดเริ่มแตกหักพท.ยึด‘ประธานสภาฯ’
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้พรรคเพื่อไทย เดินเกมแบ่งกันเล่นระหว่าง “แกนนำพรรค” กับ “ส.ส.พรรค” ยึดเก้าอี้ประธานสภาฯ มาจากพรรคก้าวไกลครั้งหนึ่งแล้ว ทั้งที่ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” ผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคก้าวไกล ส่งสัญญาณให้พรรคก้าวไกลต้องไม่ถอยเก้าอี้ “ประธานสภาฯ” เพื่อคุมเกมทางการเมืองเอาไว้ให้ได้
แต่พรรคก้าวไกล โดนลูกเก๋าของพรรคเพื่อไทย เซ็ตเกมให้ “ลูกพรรค” ออกมาตีโพยตีพาย กวนน้ำให้ขุ่น สร้างแรงกดดันไปยังทีมเจรจาของพรรคเพื่อไทย จนมีมติ สส. แข็งข้อไม่โหวตให้ “ประธานสภาฯ” ของพรรคก้าวไกล
จนท้ายสุดเก้าอี้ “ประธานสภาฯ” ไปตกอยู่ในมือตาอยู่ วันมูหะมัดนอร์ มะทา พรรคประชาชาติ ส่วน “หมออ๋อง” ปดิพัทธ์ สันติภาดา ของก้าวไกล ได้นั่งเก้าอี้รองประธานสภาฯคนที่หนึ่ง ซึ่งอำนาจระหว่าง “ประธานสภาฯ” กับ “รองประธานสภาฯ” ต่างกันลิบลับ
เพราะหากพรรคก้าวไกล ออกแรงสู้กับพรรคเพื่อไทย และสามารถผลักดัน “ปดิพัทธ์” นั่งประธานสภาฯสำเร็จ อาจมีการใช้อำนาจ “ประธานสภาฯ” วินิจฉัยโหวต “พิธา” รอบสอง และรอบต่อไปได้ โดยไม่ยอมจำนนกับเสียงข้างมากที่ให้ยึดข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อที่ 41
กลับกันเมื่อประธานสภาฯเป็น “วันนอร์” พรรคก้าวไกลไม่สามารถคอนโทรลเกมได้ทั้งหมด แม้ ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล จะจับเข่าคุยกับ “วันนอร์” หลายชั่วโมงถึงแนวทางการทำงาน ก่อนจะถึงวันโหวตเก้าอี้ประธานสภาฯ
แต่ “วันนอร์” ในยี่ห้อพรรคประชาชาติ ไม่ต่างจากพรรคสาขาของเพื่อไทย เพราะหากใช้แบรนด์พรรคทักษิณ ย่อมไม่ตอบโจทย์ฐานเสียงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ “วันนอร์” จึงตั้งพรรคประชาชาติมาสู้ ซึ่งใช้ทุนจากแหล่งใด คนการเมืองรู้กันดี
เมื่อพรรคก้าวไกลยอมถอยเก้าอี้ประธานสภาฯ จึงเป็นจุดเริ่มของการพ่ายศึกโหวตชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี จนลามเสียเก้าอี้อำนาจทั้งกระดาน
ต้องแย่งพื้นที่-เก้าอี้ สส.
ฉะนั้นหลังจากพรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกล จากที่เคยเป็นมิตรต่อกัน จะกลับกลายเป็นศัตรูคู่แค้น เพราะหากสแกนพื้นที่ฐานเสียง จากผลการเลือกตั้ง 14 พ.ค. แล้ว ฐานเสียงเดิมของพรรคเพื่อไทย โดนพรรคก้าวไกลรุกกินแดนไปไม่น้อย
โดยเฉพาะพื้นที่หัวเมืองภาคเหนือ อาทิ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย เป็นต้น เช่นเดียวกับพื้นที่หัวเมืองภาคอีสาน อาทิ ขอนแก่น นครราชสีมา เป็นต้น ที่สำคัญพื้นที่ กทม. ปริมณฑล ที่พรรคเพื่อไทยพอจะมีแต้มอยู่บ้าง กลับบ้านพลังส้มกวาด สส. เรียบ
หากพรรคเพื่อไทย ยังคงจับมือกับพรรคก้าวไกล เพื่อร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล โอกาสที่พรรคเพื่อไทย จะกลับมามีคะแนนนิยมแซงพรรคก้าวไกล มีน้อยมาก
บรรดา “บิ๊กเพื่อไทย” จึงมองว่าทางเดียวที่จะทำให้พรรคเพื่อไทยกลับมายิ่งใหญ่เหมือนเดิม คือการปลดแอกจากพรรคก้าวไกล หันมาจับมือพรรคขั้ว 188 เสียง เพื่อปั้นผลงานให้ติดลมบน พลิกฟื้นเศรษฐกิจให้กลับมาดี ซึ่งจะทำให้ประชาชนลืม “พรรคก้าวไกล” ไปได้
“ทักษิณ”กลับไทยปัจจัยทิ้งน้อง
อีกปัจจัยสำคัญที่พรรคเพื่อไทย ต้องตีจากพรรคก้าวไกล คือไทม์ไลน์การกลับประเทศไทยของ “โทนี่” ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งประกาศออกมาแล้วว่าจะกลับไทยวันที่ 10 ส.ค. ซึ่งยี่ห้อ “ทักษิณ” ยากเหลือเกินที่จะกลับมารับโทษโดยไม่มีหลักประกันความปลอดภัย ซึ่งหากยังจับมือกับพรรคก้าวไกล “หัวขบวนอนุรักษ์นิยม” ไม่ยอมรับเงื่อนไข “ทักษิณ” อย่างแน่นอน
ทางเดียวที่ “ทักษิณ” จะกลับมาได้ต้องมี “วีวีไอพี” การันตีกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ เพื่อเปิดทางกลับมาอยู่กับครอบครัวอย่างสงบสุข
หลังจากนี้ เส้นทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกล สัญญาณทั้งจากคีย์แมนและส.ส.ชัดเจนว่า แยกทางกันเดินอย่างเด็ดขาด ไม่มีวันที่จะกลับจับมือกันได้อีก ปิดตำนาน“พรรคพี่”ช่วย“พรรคน้อง” บาดแผลที่ฝากเอาไว้การันตีได้ว่า “เพื่อไทย” และ “ก้าวไกล”จากนี้คือศัตรูทางการเมืองตลอดกาล





