วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

"ประยุทธ์" ประกาศวางมือการเมือง ลาออก"รทสช."

"ประยุทธ์" โพสต์ประกาศวางมือการเมือง พร้อมลาออกจากสมาชิก "พรรครวมไทยสร้างชาติ" ฝากอุดมการณ์ที่แข็งแกร่ง ปกป้องรักษาสถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊คว่า

พ่อแม่พี่น้องประชาชนคนไทยที่เคารพรัก และสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติทุกท่าน

ผมต้องขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่งที่พี่น้องประชาชนได้ให้การสนับสนุนพรรครวมไทยสร้างชาติและผม ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ผ่านมา จนทำให้ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบเขตเลือกตั้งของเรา ได้รับเลือกตั้งเป็นจำนวน 23 คน และเรายังได้รับการสนับสนุนในการเลือกพรรครวมไทยสร้างชาติอีกถึง 4,766,408 เสียง จากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่มาใช้สิทธิ 38,057,074 คน หรือร้อยละ 12.52 สูงเป็นอันดับสามของประเทศ ทำให้เรามีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่ออีก 13 คน รวมทั้งสิ้น 36 คน ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนไม่น้อยสำหรับพรรคการเมืองที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นใหม่

การที่ผมตัดสินใจเข้ามาเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาตินั้น เพราะผมต้องการร่วมสร้างพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อให้เป็นพรรคการเมืองที่มีคุณภาพ มีอุดมการณ์ที่แข็งแกร่ง มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และเป็นหลักให้กับบ้านเมืองต่อไปในอนาคต

"ประยุทธ์" ประกาศวางมือการเมือง ลาออก"รทสช."

ช่วงเวลาที่ผมได้ร่วมเดินทางกับพรรคไปพบปะพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ผมได้รับฟังข้อคิดเห็นของสมาชิกพรรคและประชาชนที่ให้การสนับสนุนอย่างล้นหลาม ผมสัมผัสได้ถึงความเข้าใจ ความเห็นอกเห็นใจ และความเชื่อมั่นในตัวผมตลอดมา ผมรู้สึกซาบซึ้งอย่างยิ่ง และเป็นประสบการณ์ที่ผมจะไม่มีวันลืม

ผมเชื่อว่าทุกท่านทราบดีว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเก้าปีเศษ   ผมในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้ทำงานอย่างมุ่งมั่นทุ่มเทอย่างเต็มกำลัง เพื่อปกป้องรักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และเพื่อประโยชน์ของประชาชนอันเป็นที่รักยิ่ง และสิ่งเหล่านี้กำลังผลิดอกออกผลให้กับประเทศชาติโดยส่วนรวม ผมได้ใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดในการที่จะทำให้ประเทศชาติแข็งแกร่งขึ้นในทุกๆ ด้าน มีเสถียรภาพ มีความสงบ และฟันฝ่าอุปสรรคทั้งในประเทศและต่างประเทศ จนมีความสำเร็จก้าวหน้าเป็นรูปธรรมหลายๆ ด้าน

อาทิ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ทั้งทางด้านคมนาคม ขนส่ง การสื่อสาร เครือข่ายอินเตอร์เน็ต สาธารณูปโภค การเร่งรัดการลงทุนจากต่างประเทศในพื้นที่เศรษฐกิจต่างๆ การสนับสนุนการวิจัยพัฒนา การจัดหาที่ดินทำกิน การจัดระบบการบริหารจัดการน้ำเพื่อให้มีน้ำใช้และบรรเทาการเกิดอุทกภัย การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลในการอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนทั้งการทำมาค้าขาย การใช้ชีวิตประจำวัน และการรับบริการจากภาครัฐ  การต่อสู้กับการระบาดของโรคไวรัสโควิด19  จนได้รับการยอมรับจากนานาชาติว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีระบบการบริหารจัดการโรคอุบัติใหม่ที่ดีที่สุดในโลก การแก้ไขสิ่งที่เป็นปัญหาต่อการค้าการลงทุนมายาวนาน เช่น การค้ามนุษย์ การทำประมงผิดกฎหมาย การรักษามาตรฐานกิจการการบิน ตลอดจนการดูแลประชาชนอย่างเป็นระบบอย่างทั่วถึงด้วยความเป็นธรรมกับทุกกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มประชาชนผู้เปราะบาง มีรายได้น้อย เด็ก คนชรา คนพิการ  เป็นต้น ซึ่งผมได้บริหารราชการแผ่นดินอย่างเต็มความสามารถ ระมัดระวังการใช้จ่ายงบประมาณซึ่งเป็นภาษีของพี่น้องประชาชน ให้ถูกต้องตามระเบียบกฎหมาย วินัยการเงินการคลัง มาโดยตลอด

เหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลได้ทำให้กับประเทศชาติและประชาชนตลอดเก้าปีเศษที่ผ่านมา ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลต่อไปจะดำเนินการพัฒนาต่อไป
 

จากนี้ไป ผมขอประกาศวางมือทางการเมือง ด้วยการลาออกจากสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ และขอให้หัวหน้าพรรค  กรรมการบริหาร และสมาชิกพรรคได้ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองด้วยอุดมการณ์ที่แข็งแกร่ง ปกป้องรักษาสถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และดูแลพี่น้องประชาชนชาวไทยต่อไป และขอให้พี่น้องประชาชนให้ความไว้วางใจสนับสนุนการทำงานของพรรครวมไทยสร้างชาติต่อไปด้วย


ขอขอบพระคุณครับ
พลเอก ประยุทธ์  จันทร์โอชา

"ประยุทธ์" ประกาศวางมือการเมือง ลาออก"รทสช."

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันเดียวกันพล.อ.ประยุทธ์ยังโพสต์ข้อความผ่านเพจประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha  ว่า 

น้องประชาชนชาวไทยที่รักครับ

ในการบริหารราชการแผ่นดินตลอดระยะเวลที่ผ่านมา ผมได้มุ่งเน้นแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ที่สอดคล้องกับบริบทโลกในอนาคต โดยการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศรองรับโลกศตวรรษที่ 21 นั้น ผมให้ความสำคัญใน 3 เรื่อง ได้แก่ (1) เทคโนโลยีดิจิทัล (2) นวัตกรรม และ (3) โครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ที่จะเป็น "ประตูสู่โอกาส" ให้ทุกภาคส่วนของประเทศ สามารถสร้างความเข้มแข็งและความมั่งคั่งให้กับตนเอง พร้อมทั้งเชื่อมโยงกันเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของเราในวันข้างหน้า

ปัจจุบัน ความพยายามต่างๆ ของเราได้ประสบความสำเร็จ และผลิดอกออกผลอย่างเป็นรูปธรรม ให้ทุกคนได้รับประโยชน์อย่างถ้วนหน้าแล้ว อาทิ

1. ยกระดับบริการภาครัฐด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ได้แก่ (1) การปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย เช่น พ.ร.บ.การปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล(PDPA) (2) การพัฒนาแอปพลิเคชั่นภาครัฐ เช่น "ทางรัฐ" และ "ไทยดี" (ThaID) ที่ช่วยให้การติดต่อราชการในยุคดิจิทัล สะดวกและปลอดภัยขึ้น และ (3) การก้าวสู่ "สังคมไร้เงินสด" เช่น การจ่ายเงินช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 14 ล้านราย การชำระเงินผ่าน “พร้อมเพย์” และ QR Payment และการใช้จ่ายเงินดิจิทัลผ่านแอป “เป๋าตัง” กว่า 50 ล้านคน และแอป “ถุงเงิน” ของร้านค้า–SME ทั่วประเทศ ในโครงการคนละครึ่ง – เราเที่ยวด้วยกัน – ชิมช้อปใช้ เป็นต้น

2. ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม ได้แก่ (1) ส่งเสริมการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร เช่น "ข้าว" ที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้หลากหลาย ทั้งที่เป็นอาหารและไม่ใช่อาหาร ได้แก่  ขนมขบเคี้ยว เครื่องสำอาง และเครื่องดื่ม อาทิ สุราแช่พื้นเมืองจากข้าวมะลินิลสุรินทร์  สาโทจากข้าวกข 41 คุกกี้จากแป้งข้าวไรซ์เบอร์รี่ ครีมกันแดดจากน้ำมันรำข้าวทับทิมชุมแพ แชมพูสมุนไพรจากข้าวหอมกระดังงา เป็นต้น (2) ร่วมมือภาคเอกชนในการผลักดันผลงานวิจัยและนวัตกรรม ไปสู่การต่อยอดในเชิงพาณิชย์ เป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในอนาคต โดยเฉพาะด้านการแพทย์และสุขภาพ การเกษตรและอาหารมูลค่าสูง และ Net Zero Emission ซึ่งปัจจุบันมีกว่า 300 ผลงานที่ได้รับการต่อยอดแล้ว ทั้งนี้ จะช่วยให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ตลอดห่วงโซการผลิต ตั้งแต่ระดับฐานรากไปสู่ระดับประเทศพร้อมๆ กัน

3. วางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานของประเทศอย่างต่อเนื่อง และเร่งรัดพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ส่งผลดีต่อการพัฒนาประเทศ ได้แก่ (1) การเชื่อมโยงแหล่งผลิตภายในประเทศ สู่ตลาดภายนอกประเทศ เช่น ล่าสุดไทยสามารถส่งออกผลไม้ไปจีนได้เพิ่มขึ้นมาก จาก 90 ล้านบาท ในปี 2564 เพิ่มเป็น 1,965 ล้านบาท ในปี 2565 และเป็น 2,848 ล้านบาท เพียงช่วง 5 เดือนแรกของปี 2566 (2) สนับสนุนการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ โดยคาดว่าปี 2566 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นเป็น 29 ล้านคน จาก 11.2 ล้านคน ในปี 2565 (3) สร้าง Digital Ecosystem และ Open Platform สำหรับ SME และ Startups เสริมบทบาทให้ไทยเป็น "ศูนย์กลางด้านดิจิทัล" แห่งภูมิภาค และดึงดูดการลงทุนจากบริษัทชั้นนำของโลก เช่น AWS Huawei และ Ericsson ที่จะสร้างเม็ดเงินรายได้เข้าประเทศกว่า 5,000 ล้านบาทต่อปี เป็นต้น

ผมเชื่อว่าประเด็นหลักเหล่านี้ มีส่วนสำคัญช่วยให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤตในช่วงที่ผ่านมาได้ และฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วกว่าอีกหลายประเทศ โดยธนาคารโลกก็มีความเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทย และล่าสุดบริษัท Fitch Ratings สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลก ได้คงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยอยู่ที่ BBB+ มาอย่างต่อเนื่อง  และคงมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย อยู่ในระดับ "มีเสถียรภาพ" โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตต่อเนื่องจาก 2.6% ในปี 2565 เป็น 3.7% และ 3.8% ในปี 2566 และปี 2567 ตามลำดับ  

ทั้งหมดนี้ นับเป็นการเดินหน้าประเทศไทยอย่างมีทิศทางและสอดคล้องกับสถานการณ์โลก  ที่สำคัญคือมีเป้าหมายและแผนการปฏิบัติในทุกระดับที่ชัดเจน ทำให้ผมเชื่อมั่นว่าเส้นกราฟของการพัฒนาประเทศไทยหลังจากนี้ จะมีอัตราเร่งที่สูงกว่าในอดีตมาก เพื่อให้เราสามารถก้าวข้ามกับดักประเทศรายได้ปานกลางได้ในเร็ววันครับ