วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

แบ่งงาน(รอง)ประธานสภาฯ   จับตากลเกม ดัน“วาระการเมือง”

หลังเลือกตั้ง "พรรคการเมือง" ต้องการดัน "วาระ-นโยบาย" ของตัวเองให้เป็นจริงตามที่หาเสียง โดยเฉพาะ "ก้าวไกล-เพื่อไทย" ทว่าบทบาท "ประมุขนิติบัญญัติ" พวกเขาไม่ได้ "กุมอำนาจนำ" ต้องจับตา การเดิมเกมหลังจากนี้

หลังจากมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประธานและรองประธานสภาฯ ทั้ง 3 คน คือ "วันมูหะมัดนอร์ มะทา" จากพรรคประชาชาติเป็นประธานสภาฯ "ปดิพัทธ์ สันติภาดา" จากพรรคก้าวไกล เป็นรองประธานสภาฯ คนที่หนึ่ง "พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน" จากพรรคเพื่อไทย เป็นรองประธานสภาฯ คนที่สอง เมื่อ 7 กรกฏาคม ที่ผ่านมา

 

ถือว่าบุคคลทั้ง 3 จะทำหน้าที่ ประมุขและตัวแทนฝ่ายนิติบัญญัติอย่างเป็นทางการ

 

ล่าสุด ประธานสภาฯ​ ได้ประชุมเพื่อแบ่งงานให้รองประธานสภาฯทั้ง 2 คนดูแล โดย “ปดิพัทธ์" ได้ดูแลการบรรจุร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) และพระราชกำหนดเข้าสู่วาระการประชุม ขณะที่ “พิเชษฐ์” ดูแลการบรรจุกระทู้ถาม และญัตติเข้าสู่วาระการประชุม

      แบ่งงาน(รอง)ประธานสภาฯ    จับตากลเกม ดัน“วาระการเมือง”

การแบ่งงานดังนี้ เป็นเกณฑ์เดิมที่เคยใช้ ในสมัย ชวน หลีกภัย เป็นประธานสภาฯ ซึ่งแบ่งงานให้ รองประธานสภาฯ คนที่หนึ่ง คือ สุชาติ ตันเจริญ ดูแลร่างกฎหมายที่จะเข้าสู่การบรรจุวาระ ขณะที่รองประธานสภาฯ คนที่สอง คือ ศุภชัย โพธิ์สุ ดูแลเรื่องการบรรจุกระทู้และญัตติ

 

ทำให้ภาพรวมของงานนิติบัญญัติ สมัยสภาฯ ชุดที่ 25 ในการทำหน้าที่ต่างๆ ตามที่มอบหมาย ไม่เคยมีปัญหา หรือการทำงาน “ออฟไซด์” ระหว่างประธานหรือรองประธานสภาฯ  ซึ่งไม่นับเรื่องเกมการเมืองจากฝั่งรัฐบาลที่สกัดกฎหมายฝ่ายค้าน ที่ต้องลงมติด้วยเสียงข้างมากในที่ประชุม

สำหรับการแบ่งงานให้รองประธานสภาฯ ทั้ง 2 คนดูแลในสภาฯ ชุดปัจจุบันนั้น “วันนอร์” วางโจทย์ไว้ คือ ต้องเน้นประสิทธิภาพของงานด้านนิติบัญญัติ ทำงานนิติบัญญัติให้ได้ดี และการประชุมราบรื่น ผ่านการควบคุมการประชุมตามรอบของข้อบังคับการประชุมและรัฐธรรมนูญ

 

อย่างไรก็ดี การเมืองหลังเลือกตั้ง 14 พฤษภาคมนั้น พรรคแกนนำรัฐบาลล้วนมีวาระที่อยากผลักดัน “ประเด็น” ของตัวเองให้เป็นมรรคเป็นผล 

 

โดยเฉพาะพรรคอันดับ 1 อย่าง "ก้าวไกล" ที่มีสัญญาประชาคม นโยบาย 100 วัน เร่งผลักดันร่างกฎหมาย 45 ฉบับ 8 ด้าน เข้าสภาฯ ​ทันทีที่เปิดประชุม ประกอบด้วย การเมือง 11 ฉบับ สิทธิเสรีภาพ 8 ฉบับ การบริการสาธารณะ 4 ฉบับ วางกรอบสำเร็จใน 100 วัน ปฏิรูปการบริหารราชการ 6 ฉบับ ปฏิรูปที่ดิน 8 ฉบับ เศรษฐกิจ 4 ฉบับ วางกรอบภายใน 1 ปี และสิ่งแวดล้อม 2 ฉบับ แรงงาน 2 ฉบับ วางกรอบ 1 สมัยหรือภายใน 4 ปี

แบ่งงาน(รอง)ประธานสภาฯ    จับตากลเกม ดัน“วาระการเมือง”

เนื่องจากเป็นนโยบายหาเสียง ที่ถูกคาดหวังสูง ทั้งเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ แก้ไขกฎหมายความมั่นคง และมาตรา 112 เปลี่ยนระบบเกณฑ์ทหารแบบบังคับ สมรสเท่าเทียม สุราก้าวหน้า เป็นต้น 

 

ทว่า ทั้ง พรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทย ตัวแทน 2 พรรค ไม่ได้มีบทบาทนำในตำแหน่งสูงสุดของสภาฯ

 

เราจึงได้เห็นท่าทีจากบทสัมภาษณ์ ที่เกี่ยวโยงกับการตัดสินใจทางการเมืองภายในพรรค ซึ่ง “ล้ำหน้า”คนที่มีหน้าที่ตัดสินใจ และใช้ดุลยพินิจในการควบคุมหรือวางกติกาการประชุมสภาฯ ประชุมรัฐสภาฯ คือ “วันนอร์” ที่มาจากพรรคร่วมรัฐบาลอันดับสาม 

ที่เห็นเป็นตัวอย่างกันแล้ว คือ กรอบการโหวตนายกฯ ที่ได้ฟังจาก “พิเชษฐ์” ก่อน “วันนอร์” ทั้งที่เรื่องนี้ จะเป็นในระดับ ประธานรัฐสภา และรองประธานรัฐสภา พรเพชร วิชิตชลชัย ต้องหารือถึงความเหมาะสมที่พอดีของ “สภาฯและวุฒิสภา”

แบ่งงาน(รอง)ประธานสภาฯ    จับตากลเกม ดัน“วาระการเมือง”

ทว่าเมื่อ “พิเชษฐ์” ออกมาบอกถึงกรอบโหวต 3 ครั้ง จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่คือเกมที่เซตให้อยู่เหนืออำนาจ ประธานรัฐสภามาแล้ว

ขณะที่ท่าทีของ “ปดิพัทธ์” ที่แม้จะเลี่ยงตอบคำถามใดๆ กับสื่อมวลชน ก่อนการแบ่งงานในหน้าที่แต่สัญญาณที่ส่งออกมาก่อนหน้านั้น ทั้ง

การแสดงวิสัยทัศน์ และการรับนโยบายพรรคมาปฏิรูปงานสภาฯ ที่แม้จะเป็นก่อนโหวตประธานสภาฯ แต่ทั้งหมดล้วนแสดงให้เห็นความมุ่งหมาย และความตั้งใจว่าจะทำอะไร ทั้งที่ยังไม่ได้รับมอบหมายงานอย่างเป็นทางการ

แบ่งงาน(รอง)ประธานสภาฯ    จับตากลเกม ดัน“วาระการเมือง”

และทันทีที่สภาฯ ​ลงมติเลือกปดิพัทธ์เป็นรองประธานสภาฯ ได้แถลงรายละเอียด ซึ่ง “ชวน” ออกมากรีดเบาๆ ว่าเหมือนเเป็นประธานเอง ทั้งที่รองประธาน มีหน้าที่ตามที่ได้รับมมอบหมายจากประธานสภาฯ ว่าให้ทำอะไรหรือไม่ หากจะทำอะไรพิเศษต้องขออนุมัติจากประธานสภาฯ ก่อน

 

สำหรับข้อคิดเตือนใจจาก “ชวน” หากถอดรหัสให้ดี จะแปลความได้ว่า หากรองประธานสภาฯยังทำอะไรที่ล้ำเส้นเกินกว่าประธานสภาฯ เป็นจุดเสี่ยงสำคัญของการทำงานที่อาจจะมีปัญหาเกิดขึ้นได้

 

ในภาวะการเมืองในสภาฯ ที่ถูกจับจ้องว่าเป็น “การเมืองที่มีวาระ” โดยเฉพาะพรรคก้าวไกล และพรรคเพื่อไทยที่ซ่อนกลเกมในสภาฯ หวังผลักดันวาระสำคัญของตนเอง

จึงปฏิเสธได้ยากว่าปรากฎการณ์“ออฟไซด์”ของรองประธานสภาฯ ที่มีอำนาจคุมเกมเหนือประธานสภาฯ จะไม่เกิดขึ้นในอนาคต.