ปรับ 1.2 แสน ‘จารุพงศ์’ คดีรับทรัพย์สินเกิน 3 พันจาก ‘อีสท์วอเตอร์’

ปรับ 1.2 แสน ‘จารุพงศ์’ คดีรับทรัพย์สินเกิน 3 พันจาก ‘อีสท์วอเตอร์’

ศาลฎีกานักการเมือง พิพากษาปรับ 1.2 แสนบาท ‘จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ’ เมื่อครั้งนั่งเก้าอี้ รมว.มหาดไทย คดีรับทรัพย์สินเกิน 3 พันบาท ปมได้ตั๋วโดยสารเครื่องบินจาก ‘อีสท์วอเตอร์’ ไปจีน-มาเลเซีย วงเงินเกิน 3 พันบาท ทั้งที่ไม่ใช่บอร์ดบริษัทฯ

เมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2566 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อม.14/2565 หมายเลขแดงที่ อม.19/2566 ระหว่างอัยการสูงสุด (อสส.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.มหาดไทย ปัจจุบันหลบหนีคำสั่ง คสช.ไปต่างประเทศ 

คดีนี้สืบเนื่องจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิดนายจารุพงศ์ กรณีกล่าวหาว่า เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.มหาดไทย รับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด อันอาจคำนวณเป็นเงินได้จากบริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ “อีสท์วอเตอร์” ซึ่งมิใช่ญาติ โดยรับตั๋วโดยสารเครื่องบินเดินทางไปกลับ ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 39,300 บาท และรับตั๋วโดยสารไปกลับไทยและมาเลเซีย จำนวน 20,780 บาท ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่มีราคาเกินกว่า 3 พันบาท อันมิใช่ทรัพย์สินและประโยชน์ควรได้ตามกฎหมาย ตามหลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาของเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ. 2543 ข้อ 5 โดย ป.ป.ช.ส่งสำนวนมายัง อสส.เพื่อฟ้องต่อศาล ทั้งนี้จำเลยไม่มาศาล แต่มอบหมายทนายความดำเนินการแทน และให้การปฏิเสธ จึงพิจารณาคดีโดยไม่ต้องกระทำต่อหน้าจำเลย

ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า ขณะเกิดเหตุ จำเลยดำรงตำแหน่ง รมว.มหาดไทย ไม่มีความเกี่ยวข้องกับ “อีสท์วอเตอร์” และตามรายละเอียดแนวทางการใช้จ่ายรับรองของคณะกรรมการอีสท์วอเตอร์ ไม่สามารถเบิกจ่ายเงินค่ารับรองในนามคณะกรรมการบริษัทให้แก่จำเลยได้ ประกอบกับตามหนังสือของกระทรวงมหาดไทย ยืนยันว่า ขณะเกิดเหตุในระบบสารบัญของสำนักรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย ไม่พบว่า มีการขออนุญาตเดินทางไปราชการต่างประเทศของจำเลย 

บ่งชี้ได้ว่าจำเลยมีเจตนารับตั๋วโดยสารเครื่องบิน เมื่อตั๋วโดยสารเครื่องบินมีราคาเกินกว่า 3 พันบาท ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยรับตั๋วเครื่องบินซึ่งมีราคาหรือมูลค่าเกิน 3 พันบาทจาก “อีสท์วอเตอร์” ซึ่งมิใช่ญาติ จึงเป็นความผิดตามฟ้อง

พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 122 (กฎหมายที่บังคับใช้ขณะนั้น) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 
    
องค์คณะผู้พิพากษาเสียงข้างมาก ให้ลงโทษปรับกระทงละ 60,000 บาท รวม 2 กระทง ปรับ 120,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

ปรับ 1.2 แสน ‘จารุพงศ์’ คดีรับทรัพย์สินเกิน 3 พันจาก ‘อีสท์วอเตอร์’

ปรับ 1.2 แสน ‘จารุพงศ์’ คดีรับทรัพย์สินเกิน 3 พันจาก ‘อีสท์วอเตอร์’