“ทักษิณ” มีแต้มต่อในการต่อรองทางการเมืองมากที่สุด ตั้งแต่หลบหนีออกนอกประเทศ เพราะเดิมพันของ “หัวขบวนอนุรักษ์นิยม” มีสูงลิบ หากลองของ ปล่อยให้ “พิธา-ก้าวไกล” มาบริหารประเทศ หลายสิ่งหลายอย่างอาจเปลี่ยนไปจนตั้งหลักไม่ทัน
นับถอยหลังศึกชิงเก้าอี้ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ทุกสายตาโฟกัสไปที่พรรคเพื่อไทย จะเดินเกมอย่างไรไม่ให้เสียความนิยม และยังสามารถไปต่อได้ในทางการเมือง
โจทย์ของ “เพื่อไทย” หลังจากได้เสียงอันดับสอง คือการถอยฉาก ไม่จัดตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคก้าวไกล ทั้งที่ตามปกติทางการเมืองพรรคอันดับหนึ่ง และพรรคอันดับสอง มักจะชิงการนำ รวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล
ด้วยกระแสกดดันให้ “ขั้วประชาธิปไตย” จับมือกันเดินหน้าเอา “ทหาร” ออกจากการเมือง ถลายกำแพง 250 ส.ว. ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้เพื่อไทยต้องสงวนท่าที จับมือก้าวไกล เดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล ทั้งที่รู้ว่าอุปสรรคข้างหน้าของ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของก้าวไกล มีแต่ขวากหนาม
เซียนการเมืองในเพื่อไทยที่เคยผ่านร้อนผ่านหนาว สู้รบปรบมือกับ “หัวขบวนอนุรักษ์นิยม” มาอย่างยาวนาน มองออกว่า 250 ส.ว. ยากที่จะโหวตให้ “พิธา” เนื่องจาก “พิธา-ก้าวไกล-ก้าวหน้า” มีมุมมองด้านลบกับหัวขบวนอนุรักษ์นิยม หาก “พิธา”ได้นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ย่อมเป็นภัยอันตรายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ที่สำคัญหัวขบวน “ก้าวไกล-ก้าวหน้า” ไม่เคยลดดีกรีความเป็นปรปักษ์ต่อ"หัวขบวนอนุรักษ์นิยม” ลงเลย แถมยังมีวาทกรรมรุกล้ำแดนจนไม่หลงเหลือความไว้วางใจ ฉะนั้นการผลักดัน “พิธา” ครองอำนาจฝ่ายบริหาร จึงแทบปิดประตูตาย
ขณะเดียวกัน “โทนี่” ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้กุมบังเหียน “เพื่อไทย” ตัวจริงเสียงจริง ก็เลือกเก็บตัวอยู่ในที่ตั้งในจังหวะจัดตั้งรัฐบาล ไม่ออกมาปรากฏตัวผ่านช่องทางออนไลน์ เพราะไม่ต้องการเปิดหน้าไพ่ให้ใครเห็น
หน้าฉากเป็น “อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย สวมบทตัวแทนพ่อ ส่งสัญญาณให้ “เพื่อไทย” จับมือจัดตั้งรัฐบาลกับ “ก้าวไกล” เพราะไม่ต้องการผิดสัญญาประชาคมที่ให้ไว้กับประชาชน
หลังฉากมีกระแสข่าว “ดีลลับ” มากมาย โดยมี “ทักษิณ” เป็นจุดศูนย์กลาง เนื่องจากเพื่อไทยคือตัวแปรสำคัญทางการเมือง หากคิดจะสลับขั้ว ก็จะทำให้อีกฝั่งมีความแข็งแกร่งทันที
ชั่วโมงนี้ สถานะของ “ทักษิณ” มีแต้มต่อในการต่อรองทางการเมืองมากที่สุด ตั้งแต่หลบหนีออกนอกประเทศ เพราะเดิมพันของ “หัวขบวนอนุรักษ์นิยม” มีสูงลิบ หากลองของ ปล่อยให้ “พิธา-ก้าวไกล” มาบริหารประเทศ หลายสิ่งหลายอย่างอาจเปลี่ยนไปจนตั้งหลักไม่ทัน
ที่สำคัญนโยบายสุดโต่งของ “พิธา-ก้าวไกล” ได้รับการยอมรับ ผ่านคะแนนเสียงจากประชาชนทั้งประเทศ หากเลือกเดินหน้าเต็มกำลัง ย่อมไม่ปลอดภัยกับ “หัวขบวนอนุรักษ์นิยม” อย่างแน่นอน
ฉะนั้น “ทักษิณ” ที่อำนาจต่อรองทางการเมืองกับ “อนุรักษ์นิยม”ค่อนข้างน้อย เวลานี้ กลับมามีอำนาจต่อรองสูง เพราะมี "ก้าวไกล" เป็นตัวแปร จึงต้องฉวยโอกาสเอาไว้ เพราะโจทย์ใหญ่โจทย์เดียวของ “ทักษิณ” คือการ “กลับบ้าน” โดยต้องพ่วง “น้องปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อยู่ในเงื่อนไขด้วย
มีความเคลื่อนไหวว่า “ทักษิณ” ชั่งใจมาสักระยะ หากจะรักษาเพื่อไทยเอาไว้ ก็ต้องจับมือกับก้าวไกล แต่หากต้องการกลับบ้านอย่างปลอดภัย ก็ต้องเปิดดีล “หัวขบวนอนุรักษ์นิยม”
เพราะถึงแม้เพื่อไทยจะจับมือกับก้าวไกลจัดตั้งรัฐบาล และควบคุมกลไกการทำงานของ “หน่วยงานรัฐ” แต่เครือข่ายอำนาจจาก “อนุรักษ์นิยม-คสช.” ยังฝังลึกอยู่เกือบทุกองค์กร
หาก “ทักษิณ”เลือก“ก้าวไกล” เมื่อใดที่กลับเข้ามา ย่อมไม่มีใครการันตีความปลอยภัย และเงื่อนไขที่อยู่นอกเหนือกฎหมายได้
แตกต่างจากการสมคบคิด ทั้งทางลับ-ทางแจ้งกับ “หัวขบวนอนุรักษ์นิยม” ซึ่งค่อนข้างการันตีให้ “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” อยู่รอดปลอดภัยมากกว่า
ขณะเดียวกัน “ทักษิณ” ต้องประเมินด้วยว่า หากต้องจับมือกับ “ก้าวไกล” เพื่อรักษาแต้มการเมืองของ “เพื่อไทย” ในการเลือกตั้งครั้งหน้า เพื่อไทยจะกลับมาชนะการเลือกตั้ง หรือจะโดนก้าวไกลขี่คอ ทำแต้มหนีห่างจนทำให้ “ทักษิณ” เหลือแรงต่อรองทางการเมืองน้อยลง
เมื่อ “ทักษิณ” เป้าหมายสำคัญเวลานี้คือการกลับบ้าน จึงมีเพียง 2 แนวทาง ที่ต้องวัดใจว่า จะเดิมพันด้วยอนาคตพรรคเพื่อไทย หรืออนาคตของตัวเอง




