จุดยืน “รุ่นใหม่” นอกกระแส ลุ้นเบียดการเมืองเลือกขั้ว  

จุดยืน “รุ่นใหม่” นอกกระแส ลุ้นเบียดการเมืองเลือกขั้ว  

คนรุ่นใหม่ ที่ก้าวลงสู่สนามการเมือง ถือเป็นโอกาสทองของ “ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง” ที่จะมีตัวเลือกที่เหมาะสมกับยุคสมัยและการเปลี่ยนแปลงประเทศ นอกจากการเลือกตั้งแบบ การเมืองมีขั้วเท่านั้น

ในการเลือกตั้งปี 2566 “พรรคชาติไทยพัฒนา” รอบนี้ เปลี่ยนผู้นำ เป็นทายาทบรรหารลำดับที่3 คือ “วราวุธ ศิลปอาชา” ทำให้ภาพลักษณ์ของพรรคถูกปรับเปลี่ยนเป็น “คนรุ่นใหม่” ที่มีกลิ่นไอ “คนรุ่นใหญ่” หนุนหลัง ไม่ว่าจะเป็น กัญจนา ศิลปอาชา ประภัตร โพธสุธน และดึงความร่วมมือ “รุ่นใหญ่นอกพรรค” ทั้ง กนก วงศ์ตระหง่าน  สันติ กีระนันทน์  ชาติชาย พยุหนาวีชัย เข้ามาเพิ่มเติม

 

เมื่อภาพลักษณ์ถูกปรับ ทำให้การดึงกำลังขยายวงมากขึ้น และมีคนรุ่นใหม่การเมือง ได้รับโอกาสให้ลงเลือกตั้งครั้งนี้

 

สำหรับ ทายาทตระกูลนักการเมืองเก่า ที่ลงเลือกตั้งในนามพรรคชาติไทยพัฒนาครั้งนี้เป็นครั้งแรก คือ “วันชัย เจียมวิจักษณ์” ลงเชียงราย เขต 3 เป็นลูกชายของ “สุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์” อดีตส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ที่รอบนี้ย้ายสังกัด ด้วยปัจจัยการเมืองของพื้นที่ โดย “สุรสิทธิ์” ลงเลือกตั้งเช่นกันใน พื้นที่เชียงราย เขต 4 ถิ่นฐานบ้านเกิด

 

จุดยืน “รุ่นใหม่” นอกกระแส ลุ้นเบียดการเมืองเลือกขั้ว  

เลือกตั้งรอบนี้ “วันชัย”  บอกถึงความตั้งใจคือ พัฒนาเชียงรายบ้านเกิด หลังจากเห็นการทำงานของพ่อมาตั้งแต่จำความได้ กลายเป็นความซึมซับ และเห็นโอกาสของการพัฒนาพื้นที่ เมื่อได้เป็นนักการเมือง 

 

ทว่าการศึกษาของ “วันชัย” จะไม่ได้มาทางสายการเมือง โดยตรง เพราะจบปริญญาสาขาวิชาการจัดการ-เชฟ แต่สาขาที่เรียนไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานในสภาฯ ฐานะฝ่ายออกกฎหมาย และการนำความเดือดร้อนประชาชนไปแก้ไขในระดับงานนโยบาย ที่ต้องมีการบริหารจัดการจากหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง

 

ส่วนเหตุผลที่ต้องเลือกเข้าสังกัดชาติไทยพัฒนา แทนที่จะเป็นพรรคเพื่อไทยนั้น “วันชัย” บอกว่า “จากการเห็นพ่อทำงาน พบว่าหากได้เป็นรัฐบาลโอกาสการทำงานในพื้นที่จะทำได้เต็มที่มากกว่า และโอกาสของชาติไทยพัฒนาที่จะเป็นรัฐบาลนั้นมีสูง”

จุดยืน “รุ่นใหม่” นอกกระแส ลุ้นเบียดการเมืองเลือกขั้ว  

ขณะที่นโยบายที่อยากผลักดันเพื่อแก้ปัญหาให้คนในพื้นที่ ปัญหาที่ทำกิน แหล่งน้ำทำการเกษตร รวมถึงราคาพืชผลทางการเกษตร ซึ่งพรรคชาติไทยพัฒนามีนโยบายที่ตอบโจทย์ และเชื่อว่าจะทำไปปฏิบัติเพื่อดูแลประชาชนได้ทันทีเมื่อได้เป็นรัฐบาล

 

อย่างไรก็ดี ในพื้นที่เชียงรายซึ่งกระแสเพื่อไทยมาแรง “วันชัย” ยอมรับกับกระแสพรรคที่ยังเทียบไม่ได้ แต่หากวัดกระแสตัวบุคคลที่ทำงานในพื้นที่ต่อเนื่อง เชื่อว่าอาจมีโอกาสที่คน เชียงราย เขต 3 จะลงคะแนนให้ 

 

นอกจากทายาทนักการเมืองแล้ว ชาติไทยพัฒนายังมี ผู้สมัคร ส.ส. ที่เป็น นักการเมืองหน้าใหม่ทายาท “คนบ้านใหญ่” เช่น สจ.ฟิล์ม "ศุภโชค ศรีสุขจร" ทายาท ธงชัย ศรีสุขจร อดีตส.ว.นครปฐม ที่ถูกเลือกโดยจิรวัฒน์ สะสมทรัพย์ นายกอบจ.นครปฐม ให้ลงเลือกตั้งส.ส.นครปฐม ฐานะตัวแทนคนบ้านใหญ่

จุดยืน “รุ่นใหม่” นอกกระแส ลุ้นเบียดการเมืองเลือกขั้ว  

ต่อมา คือ แหม่ม "ใจยา วาจาดี” ผู้สมัคร ส.ส.อุบลราชธานี เขต 4 ที่แม้ไม่ใช่ทายาทตระกูลการเมือง เพราะเป็นคนละบ้านกับ ส.ส.เปิ้ล กิตติ์ธัญญา วาจาดี อดีตส.ส.อุบลฯ พรรคเพื่อไทย แต่ช่วงปี 63-65 ได้รับเลือกตั้งเป็น “สจ.แหม่ม” ได้รับโอกาสเลือกตั้งจาก ประภัตร โพธสุธน ให้เป็นผู้แทนพรรคลงเลือกตั้งรอบนี้

จุดยืน “รุ่นใหม่” นอกกระแส ลุ้นเบียดการเมืองเลือกขั้ว  

 ทั้งนี้ยังมี นักเคลื่อนไหวทางการเมืองลงสมัคร  คือ “ณัทพัช อัคฮาด” หรือ กันต์ ลงกทม. เขต 20 พื้นที่ลาดกระบัง

สำหรับ “กันต์” เป็นน้องชายของ “กมนเกด อัคฮาค” พยาบาลอาสาที่เสียชีวิตระหว่างชุมนุมทางการเมือง ที่วัดปทุมวนาราม ปี 53 ก่อนหน้านี้ เคยลงเลือกตั้งกับพรรคอนาคตใหม่ ในบัญชีรายชื่อ แต่ด้วยการทำงานการเมืองที่ต้องการไปต่อ จึงย้ายสังกัด และเมื่อได้พูดคุยกับ “วราวุธ” เห็นแนวทางที่จะทำงานร่วมกันได้

 

จุดยืน “รุ่นใหม่” นอกกระแส ลุ้นเบียดการเมืองเลือกขั้ว  

โดยเฉพาะการแก้ปัญหาน้ำท่วมชุมชนลาดกระบัง ที่พบว่าพื้นที่มีชุมชนริมคลอง 75% ถูกเลือกให้เป็นพื้นที่รับน้ำแทนคนกรุง และสนามบินสุวรรณภูมิ ผ่านการวางแผนบริหารจัดการน้ำ และทำแนวระบายน้ำ ที่เชื่อว่าจะแก้ปัญหาได้แบบยั่งยืน

 

ขณะที่ปัญหาที่อยากผลักดันให้สำเร็จ คือ กระบวนการยุติธรรมขั้นต้น แบบ “วันสต็อปเซอร์วิส” เพราะใช้ประสบการณ์ของตนเอง ที่ถูกดำเนินคดีทางการเมือง และการช่วยเหลือชาวบ้านด้านกระบวนการยุติธรรม ที่ไปไม่จบแค่ “สน.ท้องที่” 

 

ส่วนนโยบายปรองดอง ที่ตอนนี้หลายพรรคการเมืองหยิบฉวย เหตุชุมนุมการเมืองปี 53 มาเป็นประเด็น “ณัทพัช” ฐานะหนึ่งในผู้สูญเสียมองสิ่งที่ “พรรคการเมือง” นำมาโฆษณาว่า เป็นเพียงวาทกรรมช่วงเลือกตั้ง แต่ไม่ใช่นโยบายที่นำไปสู่การทวงความยุติความให้กับญาติเหยื่อผู้สูญเสีย

 

มาต่อกันที่ “พรรคชาติพัฒนากล้า” ที่ รอบนี้ “ พ.ต.อ.พณาเจือเพ็ชร์ กฤษณะราช” อดีตส.ว. ระยอง  เพื่อนสนิทของ “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” ประธานพรรค นั่งตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค จึงได้โควตาส่ง ลูกชายคนสุดท้อง “พลช กฤษณะราช” ลงเลือกตั้ง ระยอง เขต 3 (แถลง-เขาชะเมา) 

จุดยืน “รุ่นใหม่” นอกกระแส ลุ้นเบียดการเมืองเลือกขั้ว  

ก่อนหน้านี้ในการเลือกตั้งปี 62  “พณาเจือเพ็ชร์”  ส่งลูกชายคนโต “ภีม กฤษณะราช” ลงเลือกตั้งเป็น ส.ส.ระยอง พลังประชารัฐ แต่เมื่อไม่ได้รับเลือก จึงหันเห มายังพรรคชาติพัฒนากล้า และส่ง “พลช” ลูกชายสุดท้องที่ถูกวางตัวให้รับช่วงต่อจากพ่อลงสนามการเมือง

 

“พลช” ยอมรับว่าตนเองเป็น ลูกชายที่วางตัวให้ลงเล่นการเมือง แต่ปี 62 อายุยังไม่ถึงเกณฑ์สมัคร พี่ชายคนโตจึงรับไม้ไปก่อน แต่ปี 66 อายุถึงแล้ว จึงลงสมัคร ขณะที่พี่ชาย ถนัดงานธุรกิจจึงไปลุยสายงานที่ชอบมากกว่า

 

“ตอนผม 7 ขวบ เป็นมือแจกบัตรหาเสียง ตอนที่คุณพ่อลงเลือกตั้งเป็น ส.ส. ได้เห็นกระบวนการ และการทำงานของพ่อ จึงซึมซับ และด้วยความชอบเข้าหาผู้คน ทำให้อยากมาทำงานการเมือง ผมมองว่า งานการเมือง คืองานที่ทำงานใกล้ชิดประชาชน ที่ผ่านมาเราเห็นช่องโหว่ จึงต้องการมาลงเลือกตั้งเพื่อเป็นตัวแทน และทำงานให้ประชาชนอย่างใกล้ชิด” พลช ระบุ

 

ขณะเดียวกัน “พลช” ยังมีความสนใจ ติดตามการเมืองระดับชาติและระดับโลก เมื่อครั้งเรียนที่ประเทศอังกฤษ มักติดตามการประชุมสภาอังกฤษ ด้วยความสนใจในงานของฝ่ายนิติบัญญัติ

 

ขณะที่นโยบายที่ “พลช” ต้องการจะทำเพื่อแก้ไขปัญหาให้คนระยอง เขต 3 ตรงกับนโยบายหลักของพรรค คือ การลดราคาค่าพลังงาน รวมถึงปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจในพื้นที่ รวมไปถึงการพัฒนาบ้านเกิด

 

คนรุ่นใหม่ ที่ก้าวลงสู่สนามการเมือง ถือเป็นโอกาสทองของ “ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง” ที่จะมีตัวเลือกที่เหมาะสมกับยุคสมัยและการเปลี่ยนแปลงประเทศ นอกจากการเลือกตั้งแบบ การเมืองมีขั้วเท่านั้น.