"สุวัจน์ ลิปตพัลลภ" ตั้งเป้าเลือกตั้ง 66 พรรคชาติพัฒนากล้าต้องได้ 25 ที่นั่ง ไม่ยอมเป็นเสียงข้างน้อย หวังร่วมรัฐบาลเสียงข้างมากแก้เศรษฐกิจประเทศ
นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า ให้สัมภาษณ์พิเศษผ่านรายการเนชั่นสุดสัปดาห์ กับ 3 บก. ประกอบด้วย นายสมชาย มีเสน นายวีระศักดิ์ พงศ์อักษร และนายบากบั่น บุญเลิศ ว่า การเลือกตั้งปี 2566 พรรคชาติพัฒนากล้า ตั้งความหวังมี ส.ส.เข้าสภาอย่างน้อย 25 ที่นั่ง เพื่อมีโอกาสในการเสนอชื่อ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ซึ่งคาดว่าจะมีการประกาศชื่ออย่างเป็นทางการหลังยุบสภา
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า การจะทำให้พรรคได้จำนวน ส.ส.อย่างน้อย 25 ที่นั่งเป็นเรื่องยาก เพราะพรรคการเมืองลงสนามเลือกตั้งจำนวนมาก แต่การเลือกตั้ง 66 ก็ค่อนข้างเคลียร์ชัดกว่าปี 2562 เพราะขณะนั้นมีเงื่อนไขความขัดแย้งและ ม.44 แต่การเลือกตั้งปีนี้ เป็นการเปลี่ยนผ่านจากประชาธิปไตยไปสู่ประชาธิปไตย 100% ประชาชนมีสิทธิแสดงความคิด ความเห็นอย่างเต็มที่ พรรคการเมืองขอเพียงให้คณะกรรมการแบ่งเขตเลือกตั้งที่เป็นธรรม เพราะการแบ่งเขตมีนัยสำคัญต่อผลการเลือกตั้ง และเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเสถียรภาพทางการเมือง
นายสุวัจน์ ระบุด้วยว่า หลังการเลือกตั้ง 66 พรรคชาติพัฒนากล้า ถือเป็นพรรคเล็ก เป็นเพียงดอกไม้ประดับ รอเจ้าของแจกันมาเลือก แต่ก็จะยึดประเพณีทางการเมือง และจะอยู่กับเสียงข้างมาก ไม่เป็นเสียงข้างน้อย เพราะการเป็นเสียงข้างมาก จะสามารถเข้าไปแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ตามที่สัญญาไว้ประชาชนได้
"การเลือกตั้งคราวนี้ ต่างจากเมื่อ 4 ปีก่อน ขณะนั้นอยู่บนพื้นฐานความขัดแย้ง เลือกตั้งปี 2566 ปัจจัยของโหวตเตอร์คือ เศรษฐกิจ ไม่ได้หมายความขัดแย้งหมดไป แต่ปัญหาปากท้องต้องมาก่อน"
ส่วนเสียงสนับสนุนของส.ว.ส่วนตัวไม่กังวลว่าจะสนับสนุนฝ่ายใดในการเมือง 2 ขั้ว สำหรับการสนับสนุนชื่อนายกรัฐมนตรี เพื่อจัดตั้งเป็นรัฐบาล เพราะสุดท้ายการโหวตต้องยึดถือเอาเสียงข้างมาก ทุกคนต้องมีเหตุมีผล ต้องยอมรับเสียงข้างมากจากประชาชน การไปโหวตเสียงข้างน้อยเป็นนายกฯ มีผลกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาล การไปฟอร์มรัฐบาลแล้วได้เสียงข้างน้อยมีผลกระทบต่อการลงทุน หลังเลือกตั้งหากได้รัฐบาลเสียงข้างน้อยเท่ากับจบเลย เราไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์หลังจากที่อดทนรอเลือกตั้งมานาน 4 ปี
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





