วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

2 เป้าหมาย รทสช.เคลื่อนพรรค ผงาดพรรคหลัก ดันนายกฯ สมัย 3

“พีระพันธุ์-เอกนัฏ” ต้องการขับเคลื่อนให้พรรครวมไทยสร้างชาติไปสู่ความเป็นสถาบันทางการเมืองหลักของประเทศ สลัดภาพ “พรรคเฉพาะกิจ” ที่หลายคนดูถูกดูแคลนเอาไว้

การเปิดตัว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ค่ำวันที่ 9 ม.ค.2565 เรียกว่าเป็น “บิ๊กอีเวนต์การเมือง” แห่งปี ก็ว่าได้  

เพราะบรรยากาศที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พื้นที่จัดงาน แน่นขนัดไปด้วยกองเชียร์ แฟนคลับ ฐานเสียงของนักการเมืองพรรคมากกว่า 10,000 คน สร้างความคึกคัก และเพิ่งพลังใจให้ “นายกฯ ลุงตู่” ไม่น้อย

กว่าจะฝ่าแถวแฟนคลับมาถึงเวที พอขึ้นเวทีเจ้าตัวก็สารภาพว่าตื่นเต้น เป็นทหารไม่เคยกลัวอะไร แต่วันนี้กลัวความรักของทุกคนว่า ตัวเองจะตอบแทนได้เพียงพอหรือไม่ 

ที่อุ่นหนาฝาคั่ง ก็คือความพร้อมเพรียงของบรรดา ส.ส.ที่มารวมตัว แสดงพลังสนับสนุนลุงตู่ต้องอยู่ต่อ ซึ่งมีที่มาจาก4 พรรคการเมือง ได้แก่ พลังประชารัฐ (พปชร.) ประชาธิปัตย์ (ปชป.) พลังท้องถิ่นไท และพรรครวมพลัง รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 30 คน 

แม้ทุกคนจะยังไม่ได้ขึ้นเวทีเปิดตัวทั้งหมด เพราะยังไม่ได้ลาออกจากพรรคการเมืองต้นสังกัด แต่ทั้งหมดก็ปรากฎตัวในงานนี้ ย่อมการันตีได้ว่า เข้ามาจับจองพื้นที่ลงสมัคร ส.ส.ในสีเสื้อพรรค รทสช.แน่นอนแล้ว

เวลานี้ ยังรอจังหวะของ ส.ส.อีกกว่า 10 คน ที่จะเข้ามาเติม เพิ่มจำนวน ส.ส.ให้กับพรรค รสทช. หลังจากมีการแจ้งเจตจำนงในทางลับกันแล้ว ซึ่งเป็นเพราะต้องจับจองพื้นที่ล่วงหน้า ไม่เช่นนั้น “ทีมพรรค รทสช.” จะเลือกตัวผู้สมัครคนอื่น

เมื่อนายกฯ ประยุทธ์ นับหนึ่งในพรรคใหม่ ไทม์มิ่งของ รทสช.หลังจากนี้ จึงต้องเร่งวางตัวผู้สมัครให้ครบ 400 เขต โดยเร็วที่สุด เพื่อเปิดตัว ลุยพื้นที่หาเสียงทันที

แน่นอนว่า ความได้เปรียบของขั้วรัฐบาล ย่อมมีกลไกของ “ทีมท้องถิ่น” ในแต่ละพื้นที่ เกรงใจ และยากจะปฏิเสธการสนับสนุน

ทั้งนี้ รทสช.ได้วางยุทธศาสตร์การบริหารจัดการพื้นที่ โดยให้ “รุ่นเก๋า” ช่วย “รุ่นใหม่” บรรดาอดีต ส.ส. อดีตผู้สมัคร ส.ส. จะคอยสนับสนุน “ผู้สมัคร ส.ส.” หลายพื้นที่ ทางหนึ่งเพื่อขจัดความขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้นภายในพรรค ขณะที่อีกทางหนึ่ง ก็เพื่อวางทายาทในสนามการเมืองระยะยาว

นอกจากนี้ รทสช.จะลุยเปิดนโยบายของพรรคในช่วงเดือน ก.พ. โดยในช่วงที่ผ่านมาได้ระดมความคิดจาก “บิ๊กเนม” ในหลากหลายแวดวง ทั้งรุ่นเก๋า-รุ่นใหม่ เพื่อนำเสนอนโยบายที่สามารถทำได้จริง

เป้าหมายแรกของพรรค รสทช. คือการสนับสนุนให้ “ประยุทธ์” ได้กลับมานั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีสมัย 3 ซึ่งจำเป็นต้องกวาด ส.ส. เข้าสภาให้ได้มากที่สุด

เป้าหมายสอง หัวหน้าและเลขาฯ  “พีระพันธุ์-เอกนัฏ” ต้องการขับเคลื่อนให้พรรค รสทช. ไปสู่ความเป็นสถาบันทางการเมืองหลักของประเทศ สลัดภาพ “พรรคเฉพาะกิจ” ที่หลายคนดูถูกดูแคลนเอาไว้

“พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” ปราศรัย ตอนหนึ่งว่า “รวมไทยสร้างชาติ จะเป็นพรรคการเมืองที่ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย จะเป็นพรรคการเมืองที่ทำเพื่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ อย่างแท้จริง และเราจะเป็นหลักการเมืองหลักของประเทศ และเป็นสถาบันทางการเมืองของประเทศ”

“พรรครวมไทยสร้างชาติจะไม่มีสี เราจะหลอมรวมคนไทยให้กลับมาสามัคคีกันเหมือนเดิม วันนี้ไม่มีใครมาทะเลาะกันอีกแล้ว เราไม่มีเวลาทะเลาะ ภารกิจหลักของเรา คือการนำความสามัคคีกลับมา เพราะไม่มีประโยชน์ หากเราจะพัฒนาด้านอื่น แต่แผ่นดินไทยยังลุกเป็นไฟ วันนี้ประเทศไทยต้องเดินหน้า”

ถอดรหัสจากคำพูดของ “พีระพันธุ์” จะพบว่า ภารกิจสำคัญในการผลักดันสถาบันการเมืองหลักของประเทศอยู่ในใจของ “พีระพันธุ์” มาโดยตลอด เพราะครั้งหนึ่ง เขาเคยลงชิงเก้าอี้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นสถาบันทางการเมืองมาอย่างยาวนาน แต่พ่ายแพ้ให้กับ “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์”

เมื่อมีโอกาสได้มาจัดตั้งพรรคการเมืองด้วยตัวเอง “พีระพันธุ์” จึงมีจุดมุ่งหมายสร้างพรรคการเมืองให้เป็นพรรคหลักให้ได้ ไม่จบแค่วาระของ “ประยุทธ์” แต่พร้อมเดิมพันอนาคตทางการเมืองของตัวเอง

ด้าน “พล.อ.ประยุทธ์” มาเฉลยว่า ทำไมตัวเองต้องไปต่อ โดยระบุว่า “ทหารทุกคนต้องเป็นที่พึ่งให้ประชาชนได้ในทุกโอกาส การที่ผมมาวันนี้ หลายคนสงสัยว่าผมอยากเป็นใหญ่ต่อไปหรือเปล่า อำนาจ ผมมีมาทั้งชีวิต แต่มันมีมาพร้อมความรับผิดชอบ ให้เป็นธรรม”

“วันนี้ไม่ใช่ว่าผมอยากเป็น แต่เพราะผมนึกถึงพวกเรา ผมเคารพกระบวนการประชาธิปไตยของประเทศไทย ผมมาเพื่อบอกว่า ประเทศไทยต้องไปต่อ เพื่อนำความเจริญรุ่งเรืองให้ได้เร็วที่สุด ปัญหาของเรามันมาก เมื่อผมมีโอกาส ผมจะทำให้ได้เร็วที่สุด”

น้ำเสียงหนักแน่นของ “ประยุทธ์” ส่งสัญญาณพร้อมลงสนามการเมือง ลงมาคลุกฝุ่นการเมือง ผิดแปลกไปจากก่อนหน้านี้ ที่มักปฏิเสธการเมืองมาโดยตลอด