พรรคเพื่อไทย เดินหน้า ยื่นแก้รัฐธรรมนูญ มาตราเกี่ยวกับการเข้าสู่อำนาจ รอบนี้ ไม่สุดโต่งเหมือนรอบแรก คล้ายกับการส่งสัญญาณประนีประนอม กับ "ฝ่ายผู้มีอำนาจ และ เครือข่าย" ทางการเมือง
“หมอชลน่าน ศรีแก้ว” หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นำรายชื่อ 101 ส.ส.ของพรรค ยื่นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมต่อ “ชวน หลีกภัย” ประธานรัฐสภา รอบนี้ เจาะจงแก้ไขเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับ “การเข้าสู่อำนาจ” ของผู้นำฝ่ายบริหาร
ประเด็นแรก คือ แก้ไขมาตรา 159 ในหมวดว่าด้วยคณะรัฐมนตรี ที่กำหนดเงื่อนไขให้สภาฯ เห็นชอบบุคคลที่สมควรแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งตั้งเงื่อนไขคือ 1.เฉพาะบุคคลที่ไม่มีคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 160 และ 2.ผู้ที่อยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองจะสนับสนุนให้เป็นนายกฯ หรือบัญชีแคนดิเดตนายกฯ ตามมาตรา 88
โดยเงื่อนไขทั้ง 2 นั้น ต้องเป็น “รายชื่อ” ที่มาจากพรรคการเมืองที่มี ส.ส.ในสภาฯ 5% ของส.ส.ที่มีอยู่ของสภาฯ หรือมี ส.ส.ในสภา 25 คนขึ้นไป
สำหรับร่างแก้ไขของ “พรรคเพื่อไทย” ได้เติมตัวเลือกของบุคคลที่สภาฯ จะเห็นชอบเป็นนายกฯ คือมาจาก “ส.ส.” เพิ่มเข้าไป
ทำให้กลายเป็นข้อสงสัยว่า เหตุผลนี้คือการเปิดช่องให้ “พรรคเพื่อไทย” ได้ตัวเลือก เพื่อต่อรองเกมชิงอำนาจฝ่ายบริหารมากขึ้น หากเกิดกรณีที่รายชื่อแคนดิเดตนายกฯ ไม่ได้รับความเมตตาจากผู้มีอำนาจ และถูกสกัดตั้งแต่ขั้นตอนเสนอชื่อ หรือไม่?
ประเด็นนี้ “สมคิด เชื้อคง” ส.ส.อุบลราชธานี ยอมรับว่า คือการเปิดช่องให้ “สภาฯ” มีทางเลือกเพิ่มมากขึ้น เช่นเดียวกับการหาทางหนีทีไล่ ออกจากวิกฤติการเมือง หากเกิดภาวะ “เดดล็อก” ในการหาตัวผู้นำประเทศ
ทว่า บทบัญญัติที่เพิ่มเติมขึ้นมาใหม่ ไม่ได้จำกัดว่า “ผู้เสนอชื่อให้ชิงตำแหน่งนายกฯ” ต้องเป็น “ส.ส.” เหมือนครั้งที่พรรคเพื่อไทย เสนอแก้รัฐธรรมนูญช่วงต้นปี 2564 ที่ล็อกให้ “นายกฯ“ ต้องเป็น ส.ส. เท่านั้น ซึ่งเป็นการประกาศอย่างชัดแจ้งว่า “ไม่เอานายกฯ คนนอก” เพื่อหวังสกัด “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ในเกมเลือกตั้งครั้งถัดไป
แต่รอบนั้น ผลการลงมติ เมื่อ 25 มิถุนายน 2564 พบว่า ประเด็นนี้ ไม่ผ่านด่าน “ส.ว.” เพราะมี ส.ว.รับหลักการเพียง 15 คน ไม่ถึงเกณฑ์ 1 ใน 3 แม้จะมีส.ส.รับหลักการสูงถึง 440 คนก็ตาม
ทำให้การเสนอรอบนี้ “สมคิด” บอกว่า นำบทเรียนจากรอบที่แล้วที่ ส.ว.ไม่เห็นด้วย มาปรับปรุงแก้ไขเพื่อหาทางประนีประนอม
ขณะที่ประเด็นที่ตัดคุณสมบัตินายกฯ ต้องเป็น ส.ส. ซึ่งแกนนำเพื่อไทยเคยแสดงเหตุผลไว้ในรอบการเสนอร่างแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 159 และ มาตรา 272 เมื่อปี 2564 ว่า ต้องการให้เกิดการยึดโยงกับประชาชน ฐานะผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และให้นายกฯ รับผิดชอบต่อประชาชน แต่รอบนี้ กลับไม่บัญญัติ “คุณสมบัติ” นี้ไว้
“สมคิด” ขยายความว่า เพราะการเสนอชื่อในบัญชีแคนดิเดตนายกฯ ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ประกาศเจตจำนงค์ไว้แล้ว ขณะที่การแก้ไข ที่เปิดทางให้เลือกนายกฯ จากคนที่เป็น ส.ส.ในสภาฯ ได้ เท่ากับประกาศตัวต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งแล้ว จึงถือว่ามีความชอบธรรมระดับหนึ่ง
ส่วนประเด็นสอง คือ ยกเลิก มาตรา 272 ที่ให้ อำนาจ “ส.ว.” ร่วมเลือกนายกฯ ในที่ประชุมรัฐสภา พร้อมกำหนดถ้อยคำเพิ่มด้วยว่า “การยกเลิกมาตราดังกล่าวไม่ให้มีผลกระทบกระเทือนต่อการเลือกนายกฯ ที่ได้ดำเนินการไปแล้วก่อนวันที่รัฐธรรมนูญนี้มีผลใช้บังคับ”
เหตุผลในประเด็นนี้ ถูกอธิบายไว้ในเนื้อหาที่เสนอต่อ “ประธานรัฐสภา” ว่า เพื่อเด็ดอำนาจ “ส.ว.” ให้ขาดจากรัฐธรรมนูญ และให้สภาฯ เท่านั้นเป็นผู้เลือกนายกฯ โดย “ส.ว.ชุดแรกที่ถูกคัดเลือกและเสนอชื่อโดย คสช. ซึ่งสิ้นสุดลงแล้วตามรัฐธรรมนูญ รวมถึงการปฏิรูปประเทศ ตามมาตรา 259 ได้พ้นระยะ 5 ปีตามกำหนด จึงไม่ควรให้ ส.ว. มีสิทธิเลือกนายกฯ อีกต่อไป”
ขณะเดียวกัน ยังยกเหตุผลสำคัญคือ ต้นตอของปัญหาในฝ่ายนิติบัญญัติ เพราะ “ส.ว.” ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนมีสิทธิ์ ร่วมเลือก “นายกฯ” ที่ผ่านมา ทำให้เสียงของสภาฯ ไม่เป็นไปตามสมการตัวเลขที่แท้จริง เพราะรัฐบาลไม่ได้ครองเสียงข้างมาก หรือมีเสียงข้างมากที่ก้ำกึ่งกันในสภา
ต่างจากเหตุผลที่ “เพื่อไทย” เสนอประกอบการยื่นแก้ไขรอบแรก ที่ระบุว่า “ส.ว.ที่ได้อำนาจเลือกนายกฯ ด้วยนั้น ไม่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยและเจตนารมณ์ของประชาชนในการเลือกตั้ง”
และรอบนั้น การอภิปรายเปิดศึกโจมตี ส.ว. ทำให้ผลการลงมติ ต้องพ่ายไปตามระเบียบ
อย่างไรก็ดี ในปฏิทินแก้รัฐธรรมนูญ “สมคิด” ในฐานะแกนนำเพื่อไทย บอกว่า หากไม่ยุบสภาไปก่อน เชื่อว่ารัฐสภาจะได้พิจารณาเรื่องนี้ปลายมกราคม 2565 หลังจากที่ตรวจสอบความถูกต้อง และรับฟังความเห็นของประชาชนแล้ว จากนั้นให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณา
หากผ่านวาระแรกได้ กรรมาธิการฯ สามารถพิจารณาให้เสร็จภายใน 1-2 รอบ และกลับเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา วาระสอง ก่อนทิ้งไว้ 15 วันเพื่อโหวตวาระสาม ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2566 ก่อนปิดสมัยประชุม
กับการเสนอร่างแก้รัฐธรรมนูญ ในประเด็นที่เกี่ยวกับการเข้าสู่อำนาจในรอบนี้ ของ “พรรคเพื่อไทย” ในช่วงปลายสมัยของสภาฯ ถูกตั้งข้อสังเกตว่า หวังผลเพื่อหาเสียงในสนามเลือกตั้ง แม้ “สมคิด” จะบอกว่า ไม่มีผลมาก แต่สิ่งสำคัญคือ การพยายามหาทางออกและให้เกิดการประนีประนอมระหว่างกัน หากเกิดวิกฤติการเมืองในอนาคต.





