วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน 2569

Login
Login

“สว. สถิตย์" แนะกระจายอำนาจท้องถิ่นสำเร็จได้ ต้องกระจายอำนาจทางการคลัง

“สว. สถิตย์" แนะกระจายอำนาจท้องถิ่นสำเร็จได้  ต้องกระจายอำนาจทางการคลัง

“สว. สถิตย์" กางโมเดล "กระจายอำนาจท้องถิ่น" แนะต้องกระจายอำนาจทางการคลัง ปรับสัดส่วนโครงสร้างภาษีท้องถิ่น

ในการประชุมรัฐสภา วาระพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... (แก้ไขเพิ่มเติมหมวด 14 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น)

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา ได้อภิปรายว่า การกระจายอำนาจที่จะนำไปสู่ ความสำเร็จของการบริการสาธารณะในระดับท้องถิ่นได้อย่างแท้จริงนั้น หัวใจสำคัญของการกระจายอำนาจ คือการกระจายอำนาจทางการคลัง โดยต้องทำให้มีท้องถิ่นมีอิสระทางการคลัง มีรายได้ของตนเองให้มากพอ พึ่งพาส่วนกลางให้น้อยลง

ในปัจจุบันรายได้ทางการคลังของท้องถิ่นมาจากรายได้ที่ท้องถิ่นจัดเก็บเอง รายได้ที่รัฐบาลจัดเก็บให้ รายได้ที่รัฐบาลแบ่งให้และรายได้จากการอุดหนุน และถ้าแยกแต่ละประเภทแล้ว รายได้จากการอุดหนุนมีมากที่สุด

ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างภาษีท้องถิ่นให้มีขอบข่ายที่กว้างขวางชัดเจนมากขึ้น ต้องพัฒนาความสามารถในการจัดเก็บภาษีให้สามารถจัดเก็บภาษีให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย

รวมถึงการ ปรับโครงสร้างภาษีที่รัฐจัดเก็บให้รับโครงสร้างภาษีที่รัฐแบ่งให้ ให้มีสัดส่วนที่ทำให้เห็นว่า รายได้ ทางการคลังของท้องถิ่นมีเพียงพอที่จะถือว่ามีอิสระภาพทางการคลัง

นายสถิตย์ อภิปรายต่อไปว่า รูปแบบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของประเทศไทยไม่จำเป็นต้องแบ่งแยกเป็นองค์กรแบบทั่วไปกับแบบพิเศษ ดังเช่นรูปแบบพิเศษของกรุงเทพมหานครและพัทยา แต่ควรมีเพียงรูปแบบเดียว คือ รูปแบบเทศบาล แบ่งเป็น เทศบาลมหานคร เช่นกรุงเทพมหานครและพัทยา เทศบาลนคร เทศบาลเมือง เทศบาลตำบล องค์กรบริหารส่วนตำบลให้เปลี่ยนเป็นเทศบาลตำบล การจัดระดับของเทศบาลก็ให้เป็นไปตามความเหมาะสม

สำหรับการบริหารเป็นการทั่วไปทั้งจังหวัดที่เป็นอำนาจขององค์กรปกครองส่วนจังหวัด และอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดนั้น สมควร
พิจารณาว่าจังหวัดไหนเป็นจังหวัดใหญ่และมีความพร้อม ก็เปลี่ยนสถานะจากองค์กรปกครองส่วนจังหวัด
มาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดในเวลาและสถานการณ์ที่เหมาะสม ก็จะทำให้การกระจายอำนาจไปสู่ ท้องถิ่นค่อยค่อยเคลื่อนคล้อยไปสู่โครงสร้างใหม่ ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดและเทศบาล เป็นสองรูปแบบที่ชัดเจน

นายสถิตย์ ยังกล่าวว่า การกระจายอำนาจที่นำเสนอและที่ตนได้ให้ข้อสังเกตนั้น แท้ที่จริงแล้วเป็นเรื่องที่อาจจะทำได้ภายใต้โครงสร้างกฎหมายปัจจุบัน เช่น พระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง การปรับโครงสร้างรายได้จากภาษีก็สามารถทำได้ในระดับพระราชบัญญัติ การกู้เงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการออกพันธบัตรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต่างก็มีกฎหมายก็ให้อำนาจอยู่แล้ว
ยกเว้นองค์กรบริหารส่วนตำบลเพราะว่ามีขนาดเล็กเกินไป

อีกทั้งการออกพันธบัตรนั้นจำเป็นต้องมีการจัดลำดับความน่าเชื่อถือ ต้องมีที่ปรึกษาด้านการเงิน และการดำเนินการอย่างอื่นอีกหลายอย่าง ซึ่งมี
ค่าใช้จ่ายจำนวนมาก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดเล็กจึงไม่มีความสามารถในการที่จะออกพันธบัตร

ทั้งนี้ ในการกระจายอำนาจหากยังมีเรื่องใดที่ยังทำไม่ได้ตามกฎหมายปัจจุบัน ก็สามารถแก้ไขใน ระดับพระราชบัญญัติได้ แต่เนื่องจากในประเทศไทยมักไม่ค่อยเชื่อถือว่าจะมีการแก้ไขพระราชบัญญัติให้
เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ จึงได้มีความคิดที่จะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นมา

เพราะเมื่อปรากฏอยู่แล้วรัฐธรรมนูญแล้วจะต้องมีพระราชบัญญัติใหม่หรือแก้ไขพระราชบัญญัติเดิมให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญนั้น

"ไม่ว่าเป็นการจัดทำในระดับรัฐธรรมนูญ หรือการจัดทำในระดับพระราชบัญญัติ ตราบใดที่เป็นหลักการที่ถูกต้องในการกระจายอำนาจ และตราบใดที่การใช้จ่ายงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล เป็นไปตามหลักวินัยการเงินการคลัง เป็นสิ่งที่ยอมรับ
ได้ทั้งสิ้น"