แยกกันตี “พรรคพี่-พรรคน้อง” ยุทธศาสตร์ “2 ป.” ตั้งรัฐบาล

ต่างฝ่ายต่างเดินการเมืองไปตามวิธีคิด และยุทธศาสตร์ของตัวเอง ไม่ต่างกับแยกกันเดินรวมกันตี ท้ายที่สุด หมุดหมายฝ่ายเดียวกัน คือการจับมือร่วมตั้งรัฐบาล
เหมือนคิว “2 ป.” จะเซ็ตกันมา เมื่อทั้งคู่อารมณ์ดี ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเมื่อวันที่ 28 พ.ย.ที่ผ่านมา ถึงแนวทางพรรคการเมือง การปรับคณะรัฐมนตรี หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รมว.กลาโหม และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ต่างเลี่ยงที่จะพูดถึงทิศทางการเมือง รวมถึงกระแสความขัดแย้ง จนแยกทาง อย่างตรงไปตรงมา
ขณะที่ต่างฝ่าย ต่างซุ่มขับเคลื่อน พรรคการเมืองของตัวเองอย่างเคร่งเครียด เพราะนับถอยหลังเลือกตั้ง เหลือเวลาอีกไม่นาน
“พล.อ.ประยุทธ์” เริ่มวางกองกำลังขับเคลื่อนพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ด้วยการรวบรวมไพร่พลจากพรรคพลังประชารัฐ และพรรคประชาธิปัตย์ เจาะพื้นที่ภาคใต้ พื้นที่ กทม. ซึ่งตัวเองยังพอมีกระแส พร้อมทั้งเกณฑ์ “บ้านใหญ่บางกลุ่ม” มาผนึกกำลังที่พรรครวมไทยสร้างชาติ
“พล.อ.ประวิตร” ที่รู้ว่าถูกดูด ส.ส.จากทุกพรรค จึงเช็คชื่อ พยายามดึงกลับ สร้างความชัดเจนในการเพื่อขับเคลื่อนพรรคพลังประชารัฐไปต่อ โดยเน้นตรึงกำลัง “บ้านใหญ่” ให้ได้มากที่สุด เพื่อสู้ศึกเลือกตั้งปี 2566 เช่นกัน
เวลานี้ ทั้ง “ประยุทธ์-ประวิตร”ต่างสร้างอาณาจักรของตัวเอง เพื่อขจัดปัญหาหมางใจที่“คนข้างกาย”คอยยุแยงตะแคงรั่วมาตลอด จน “พี่น้อง 2 ป.” มีจังหวะน้อยใจกันหลายครั้ง มีภาพเคลียร์ใจกันหลายหน
ล่าสุด พล.อ.ประวิตร เปิดใจอีกครั้ง ถึงสัมพันธ์พี่น้องและเส้นทางการเมืองของทั้งคู่ว่า “พล.อ.ประยุทธ์ กับผมเป็นพี่เป็นน้องกัน ก็ไม่มีอะไร ท่านอยากไปอยู่นู้นก็ไป ผมไม่ว่าอะไร ผมไม่มีปัญหา ไม่ได้มีความขัดแย้ง แตกแยก อยู่ด้วยกันมา 40-50 ปีแล้วจะมาขัดแย้งอะไรกัน"
ส่วนกระแสข่าวว่า ส.ส.พลังประชารัฐ จะไปอยู่กับพรรครวมไทยสร้างชาติกับ พล.อ.ประยุทธ์ พี่ใหญ่ 3 ป.ก็บอกว่า “ก็ไป ก็พรรคเดียวกันนั่นแหละ ไม่เป็นอะไรหรอก”
คำให้สัมภาษณ์ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มของ พี่ใหญ่ประวิตร สะท้อนภาพความผ่อนคลาย ปลดสถานการณ์ตึงเครียดทางการเมืองของ “2 ป.”และเดินหน้าสร้างพรรคพี่-พรรคน้อง
โดยรอยร้าวของ “2 ป.” ถูกสมานแผลได้มากขึ้น ภายหลัง พล.อ.ประวิตร ออกมาแสดงความชัดเจนว่าไม่รับ "ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า" ส.ส.พะเยา พรรคเศรษฐกิจไทย กลับเข้าพรรคพลังประชารัฐ
ด้าน “พล.อ.ประยุทธ์” เมื่อมีอาณาจักรของตัวเอง เริ่มสนุกกับการบริหารอำนาจ ได้ออกอาวุธทางการเมืองด้วยตัวเองอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ที่สำคัญไม่ต้องมานั่งระแวงกลเกมจากพรรคพลังประชารัฐ โดยเฉพาะจังหวะการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ให้ที่ประชุมรัฐสภาโหวตเลือก หลังการเลือกตั้งครั้งหน้า
หลังจากนี้ จะเห็นการจัดทัพ ถ่ายเทกองกำลังระหว่างพรรคพลังประชารัฐกับพรรครวมไทยสร้างชาติ บางกลุ่ม-บางก๊วน มีความแค้นส่วนตัว อาจจะเปิดศึกแย่งพื้นที่กันเอง แม้จะอยู่กันคนละพรรค แต่อยู่ในโถ “2 ป.” เก้าอี้ ส.ส.ไม่ได้หายไปไหน
ยกตัวอย่าง “บ้านใหญ่คุณปลื้ม-บ้านใหญ่ปากน้ำ” ที่ไม่แฮปปี้กับ “เสี่ยเฮ้ง” สุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ที่กำลังขยายกองกำลังคุมภาคตะวันออก ทั้ง “คุณปลื้ม-อัศวเหม” อยู่พรรคเดียวกับ “สุชาติ” ไม่ได้อย่างแน่นอน
แต่เมื่อ “สุชาติ” แสดงเจตจำนงค์ย้ายค่ายเข้าสังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติ กระแสข่าว “บ้านใหญ่คุณปลื้ม” จะไปตั้งพรรคพลังบูรพา จึงเริ่มซาลงทันที และมีโอกาสอยู่ใต้ชายคาพรรคพลังประชารัฐต่อไป
การแตกพรรคพี่-พรรคน้อง เหมือนเป็นการเคลียร์รอยร้าวของ พี่น้อง 2 ป. ลดความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน แถมขจัดปัญหาขัดแย้งของไพร่พลไปในตัว
ต่างฝ่ายต่างเดินการเมืองไปตามวิธีคิด และยุทธศาสตร์ของตัวเอง ไม่ต่างกับแยกกันเดินรวมกันตี ท้ายที่สุด หมุดหมายฝ่ายเดียวกัน คือการจับมือร่วมตั้งรัฐบาล







