ปชป. คิ๊กออฟ"เมืองหลวง" ขอคนรุ่นใหม่เชื่อมั่น หวังคนกรุงให้โอกาสนั่งส.ส.

ปชป. คิ๊กออฟ"เมืองหลวง" ขอคนรุ่นใหม่เชื่อมั่น หวังคนกรุงให้โอกาสนั่งส.ส.

ปชป. คิ๊กออฟ"สนามเมืองหลวง" เปิดเวที “ฟัง-คิด-ทำ” รับฟังความเห็น ดันนโยบายจากประชาชน "องอาจ" มั่นใจศึกเลือกตั้งคนกรุงให้โอกาส ด้าน “เฉลิมชัย” ขอคนรุ่นใหม่เปิดใจให้กว้าง เชื่อมั่นปชป. ลั่นไม่แทงข้างหลัง ขณะที่ “จุรินทร์” ย้ำ 3 อุดมการณ์พรรค

ที่ลานกิจกรรมหน้าสามย่าน มิตรทาวน์ ทีมยุทธศาสตร์ กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ เปิดตัวกิจกรรม “ฟัง-คิด-ทำ” เพื่อเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นและความต้องการของประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วกรุงเทพมหานครและทั่วประเทศ เพื่อนำมาสังเคราะห์ต่อยอดจัดทำเป็นนโยบายของพรรคให้ตอบโจทย์ตรงกับความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่อย่างแท้จริง โดยมี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะเลขาธิการพรรค คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรค นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค ดูแล กทม. นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ประธานคณะทำงานนโยบาย กทม. น.ส.วทันยา บุนนาค ประธานคณะทำงานนวัตกรรม กทม. นายนริศ ขำนุรักษ์ ส.ส.จังหวัดพัทลุง รวมถึงว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. กทม. ของพรรคประชาธิปัตย์ อดีต ส.ส. อดีตผู้สมัคร ส.ก. เข้าร่วมงาน

โดยนายองอาจ กล่าวว่า กิจกรรม ฟัง-คิด-ทำ นี้เป็นกิจกรรมที่พรรคประชาธิปัตย์ทำมาต่อเนื่อง เริ่มต้นด้วยการฟังประชาชน คิดร่วมกับประชาชน และทำเพื่อประขาชน ซึ่งจะเห็นว่านโยบายที่พรรคนำเสนอล้วนเกิดจากกระบวนการฟัง-คิด -ทำ มาต่อเนื่อง และนโยบายที่ออกมาเป็นผลผลิตของประชาชน เพราะพรรคประชาธิปัตย์เชื่อว่าประชาชนเป็นศูนย์กลาง ดังนั้นกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนจึงเป็นสิ่งสำคัญ

 

นายองอาจ กล่าวต่อว่า ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา เชื่อว่าทุกคนทราบดีว่าชาว กทม. ไม่ได้ให้โอกาสพรรคประชาธิปัตย์ในการทำงาน เมื่อถามว่าเรารู้สึกอย่างไร ในฐานะคนทำงานเพื่อประขาชนย่อมรู้สึกเสียใจที่ไม่มีโอกาสทำงานให้กับประชาชน แต่ไม่ได้เสียกำลังใจ เพราะหลังการเลือกตั้งพรรคประชาธิปัตย์ได้ดำเนินการรับฟัง คิด และทำเพื่อประชาชนมาต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงสถานการณ์โควิดที่ผ่านมา ทั้งใน กทม. และทั่วประเทศ พรรคได้จัดตั้งศูนย์อำนวยความช่วยเหลือ และเยียวยาประชาชน ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ชัดเจนว่าเราได้ทำจากเสียงของประชาชน ดังนั้นในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในเร็วๆนี้ พรรคประชาธิปัตย์ก็เริ่มจากกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน และเชื่อว่าจะเป็นนโยบายที่ทุกคนมีส่วนร่วม และเป็นที่ยอมรับของทุกคน 

“ที่ผ่านมาแม้ว่าชาว กทม.จะไม่ให้โอกาสเราได้ทำงาน แต่เชื่อมั่นว่าจากการที่เราทำงานหนัก ทุ่มเท มุ่งมั่นตั้งใจในการรับใช้ประชาชน พยายามฟังประชาชน คิดจากประชาชน เชื่อมั่นว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้า ประชาชนชาว กทม. จะให้โอกาสพรรคประชาธิปัตย์ เชื่อว่าจะสามารถปักธงชัยอยู่ในใจประชาชน และเป็น ส.ส.ของ กทม. ได้อย่างแน่นอน” นายองอาจ กล่าว

ปชป. คิ๊กออฟ"เมืองหลวง" ขอคนรุ่นใหม่เชื่อมั่น หวังคนกรุงให้โอกาสนั่งส.ส.

ด้านนายสุชัชวีร์ กล่าวว่า ตนมีความยึดมั่นในอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ และมั่นใจเสมอว่าจากนี้ไปจะเป็นโอกาสของพรรคประชาธิปัตย์ที่จะเป็นตัวแทนที่แท้จริงของประชาขน และแน่นอนจากนี้ไปจะเป็นงานที่ยากและท้าท้าย เนื่องจากโลกเปลี่ยน การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม รวมถึงความคิดของประชาชนเปลี่ยน กระบวนการฟัง คิด ทำ พรรคทำมาโดยตลอด จากนี้เราจะไปรับฟังทุกคนในทุกพื้นที่ แต่กระบวนการที่สำคัญจะกรั่นกรองเป็นนโยบาย

ทั้งนี้ความคิดและมันสมองต่อจากนี้ของพรรคประชาธิปัตย์จะไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง แต่จะเป็นความคิดของประชาชนทุกคน

จึงขอเชิญชวนทุกคนมาช่วยกันคิด เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง และพรรคจะมุ่งหน้าฟัง คิดและทำเพื่อประชาชนชาว กทม. และคนไทยทั่วประเทศทุกคน  

ขณะที่น.ส.วทันยา กล่าวย้ำถึงเหตุผลของการสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ว่า เป็นเพราะความเป็นสถาบันทางการเมือง การเป็นพรรคของประชาชนที่ไม่มีใครเจ้าของ และยังมีระบบโครงสร้างที่เป็นประชาธิปไตยตั้งแต่ภายในพรรค และเหตุผลของการรีบตัดสินใจลาออกแล้วมาสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์นั้น เพราะต้องการใช้เวลาลงไปรับฟัง พุดคุยกับประชาชนอย่างจริงจังว่าเขาต้องการอะไร ก่อนที่จะนำมาผลักดันเป็นนโยบาย เนื่องจากที่ผ่านมาจะเห็นแต่นักการเมืองบอกว่า “อยากทำอะไร” แต่แทบไม่มีใครถามว่า “ประชาชนอยากได้อะไร” ด้วยการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมแสดงความเห็น สะท้อนปัญหา หรือบอกความต้องการ

น.ส.วทันยา กล่าวต่อว่า วันนี้ไทยแลนด์ แลนด์ ออฟ สไมล์ ยิ้มไม่ได้ เพราะเศรษฐกิจแย่ นโยบายคลังแก้ปัญหาไม่ตรงจุด แต่ก็ยังทำต่อไปเหมือนไม่ได้ยินเสียงคนระดับฐานรากที่กำลังล้มตายเพราะพิษเศรษฐกิจ ซึ่งจากข้อมูล Social Listening พบว่าประชาชนกำลังเผชิญกับปัญหาปากท้องและต้องการให้มีการแก้ไขเป็นอับดับแรก และยังมีปัญหาน้ำท่วม การจราจร การพนัน และยาเสพติด ที่อยู่คู่คนกรุงเทพฯมาช้านาน จนต้องหาทางปรับตัวเพื่อเอาชีวิตรอดด้วยตัวเอง เพราะปัญหามันไม่เคยถูกรับฟังจากคนในพื้นที่และมีการแก้ไขอย่างตรงจุด และยิ่งไปกว่านี้ เมื่อสัปดาห์ก่อนมีข่าวคุณหมอที่ยังหนุ่มใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาวะ แต่กำลังจะเสียชีวิตจากมะเร็งปอด เพราะมลพิษที่เราทุกคนกำลังสูดกันอยู่ หลายประเทศเขาประกาศเลยว่า อากาศสะอาดคือสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคน แต่วันนี้นอกจากเราจะไม่มีสิทธินี้แล้ว เรายังได้โรคร้าย จากสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษมาแทนอีกด้วย

น.ส.วทันยา ยังกล่าวอีกว่า กรณีที่เยาวชนคนรุ่นใหม่ออกมาชุมนุมเรียกร้อง เพราะต้องการให้เสียงของพวกเขาดังมากพอที่จะมีใครได้ยิน แต่กลับถูกรัฐใช้อำนาจปราบปรามปิดกั้น โดยเฉพาะช่วงการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปค เพื่อซุกซ่อนเสียงที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ เหล่านี้ไว้ภายใต้รัฐราชการแบบรวมศูนย์อำนาจ ซึ่งการชุมนุมเรียกร้องในรัฐที่เจริญหรือรัฐที่เป็นประชาธิปไตย เขาจะส่งเสริมให้เกิดการส่งเสียงอย่างมีคุณภาพ และยอมอดทนรับฟังเสียงจากเจ้าของปัญหาเพื่อนำมาเป็นนโยบายแก้ไขอย่างตรงจุด เนื่องจากการฟังจะช่วยลดความขัดแย้งในสังคม ลดความขัดแย้งระหว่างช่วงวัย เพราะทุกความเห็นต่างจะนำมาสู่ทางการเปลี่ยนแปลงและทางออกใหม่ๆ แต่ไม่ใช่ความเห็นต่างที่ไม่มีผู้ฟังและทำให้ประเทศเสียโอกาส

ขณะที่ นายเฉลิมชัย กล่าวว่า วันนี้ตนไม่อยากให้ทุกคนมองว่าพรรคเป็นเพียงสถาบันการเมืองที่อยู่มา 76 ปี แต่อยากให้ทุกคนได้มองพรรคประชาธิปัตย์ว่าเป็นพรรคการเมืองที่เป็นความหวังของประชาชนได้ ไม่ใช่การเอาเพียงเรื่องการอยู่มา 76 ปี มาเป็นเครื่องมือหากิน ซึ่งตนเป็นเลขาธิการพรรคสมัยนี้เป็นสมัยที่ 2 โดยสมัยแรกที่ตนเป็นเลขาฯในปี 2554 ในวันที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้าพรรค และวาระที่ 2 มาเป็นในวันที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เป็นหัวหน้าพรรค แต่ทั้งวาระที่ 2 นี้แตกต่างกันสิ้นเชิง ในวาระแรกเราแพ้การเลือกตั้ง และเป็นฝ่ายค้าน แต่วาระที่ 2 เราแพ้การเลือกตั้งเหมือนกัน แต่เราได้มาร่วมเป็นรัฐบาล จากวันนั้นถึงวันนี้ พรรคมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงและเป็นที่พึ่งที่หวังของประชาชนได้หรือไม่?

ปชป. คิ๊กออฟ"เมืองหลวง" ขอคนรุ่นใหม่เชื่อมั่น หวังคนกรุงให้โอกาสนั่งส.ส.

สิ่งหนึ่งที่พรรคประชาธิปัตย์กำลังทำ คือ การเปลี่ยนแปลงและจะกลับมาเป็นสถาบันการเมืองที่ภาคภูมิ และเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ต้องไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่ทำกันเองในองค์กร แต่ต้องทำให้ประชาชนและสาธารณะรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของพรรค โดยต้องทำให้คนในพรรคไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง และต้องสื่อให้ประชาชนให้โอกาสพรรคประชาธิปัตย์ การที่จะเปลี่ยนแปลงได้ต้องไปควบคู่กับ 2 สิ่ง คือ โอกาสของทุกคน และต้องมีความหวังให้กับประชาชนด้วย จึงจะเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดการเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงได้

“พรรคประชาธิปัตย์วันนี้ สิ่งหนึ่งที่ยังอยู่และจะอยู่ตลอดไปคือความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ว่าใครจะเข้ามาบริหารพรรค สิ่งนี้จะยังอยู่คู่กับพรรค แต่ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ไม่เอากระจกมาส่องตัวเอง ไม่กล้าคิด ไม่กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง ผ่านไป 100 ปีก็ไม่มีความหมาย ผมจึงอยากจะขอโอกาส พี่น้อง คนรุ่นใหม่ เยาวชน ผมไม่ได้ขอให้รักพรรคประชาธิปัตย์ แต่ขอให้เปิดใจให้กว้าง แล้วดูว่าพรรคประชาธิปัตย์จะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ เชื่อมั่นเถอะว่า ประชาธิปัตย์คบได้และคบได้โดยสนิทใจ เดินไปไม่ต้องกลัวโดนแทงหลัง” ดร.เฉลิมชัย กล่าว 

ปชป. คิ๊กออฟ"เมืองหลวง" ขอคนรุ่นใหม่เชื่อมั่น หวังคนกรุงให้โอกาสนั่งส.ส.

สำหรับนายจุรินทร์ ได้ขึ้นกล่าวเป็นคนสุดท้ายว่า วันที่ตนมาเป็นหัวหน้าพรรค มีสิ่งที่ได้ประกาศไว้กับสมาชิกพรรคและคนไทยทั้งประเทศไว้ก็คือ ถึงเวลาที่ประชาธิปัตย์ต้องเปลี่ยน แต่เปลี่ยนอย่างมีวุฒิภาวะ พร้อมกับย้ำว่าอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ต้องไม่เปลี่ยน โดยเฉพาะใน 3 ข้อ คือ 1. อุดมการณ์ประชาธิปไตยระบบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 2.อุดมการณ์ที่จะทำหน้าที่เพื่อพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศและเพื่อส่วนรวมไม่ใช่ส่วนตัว 3. อุดมการณ์แห่งความซื่อสัตย์สุจริต แต่อุดมการณ์อย่างเดียวไม่พอ ประชาธิปัตย์วันนี้ต้องเป็นยุค “อุดมการณ์ ทันสมัย” เพราะโลกเปลี่ยนทุกสิ่งเปลี่ยน ประชาธิปัตย์ต้องก้าวให้ทันโลก และก้าวให้ทันความคิดอ่านความเห็นของประชาชน

นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า วันนี้คือตัวอย่างที่สะท้อนการก้าวไปสู่ความทันสมัย ด้วยการจัดงาน “ฟัง-คิด-ทำ” โดยคนรุ่นใหม่ เพื่อฟังความเห็นของคน กทม.และความเห็นของคนไทยทั่วประเทศ แต่ไม่ใช่ว่าที่ผ่านมาประชาธิปัตย์ ไม่ฟังประชาชน เราฟังมาตั้งแต่วันแรก นโยบายทุกยุคทุกสมัยเกิดจากการฟัง-คิด-ทำ เราถึงอยู่มาถึง 76 ปี  

แต่หัวใจสำคัญที่สุดคือ เราฟังเท่านี้ คิดเท่านี้ ทำเท่านี้ไม่พอ วันนี้ประชาธิปัตย์จึงต้องเดินหน้า ฟังเพิ่ม – คิดเพิ่ม และทำเพิ่มต่อไป ประชาธิปัตย์ยุคใหม่วันนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อเตรียมการสำหรับรองรับปัญหาและความท้าทายที่จะเกิดขึ้นกับประเทศในอนาคตต่อไป

ปชป. คิ๊กออฟ"เมืองหลวง" ขอคนรุ่นใหม่เชื่อมั่น หวังคนกรุงให้โอกาสนั่งส.ส.