การเปลี่ยนตัว กก.บห. พรรคเพื่อไทย จึงไม่มีผลในการบริหารจัดการพรรค แต่เป็นการปิดช่องทางกฎหมาย ไม่ให้ “ขั้วอนุรักษ์นิยม” และฝ่ายตรงข้ามหาข้อผิดพลาด มาเล่นงานจนถึงขั้น “ยุบพรรค” ได้ในภายหลัง
ผลสำรวจจากสำนักโพลต่างๆ และผลสำรวจของนักการเมืองด้วยกันเอง เป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า พรรคเพื่อไทย (พท.) มีโอกาสคว้าเก้าอี้ ส.ส. ได้มากที่สุด แถมคะแนนนิยมของ “อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย พุ่งปรี๊ด จนแฟนคลับส่งเสียงเชียร์ให้นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีล้นหลาม
แคมเปญแลนด์สไลด์ “เลือกให้ขาด” จะถูกสร้างกระแสอีกครั้ง โค้งสุดท้ายก่อนครบเทอมสภา แต่ยิ่งกระแสของ “เพื่อไทย” มีเสียงตอบรับมากขึ้นเท่าไร “นายใหญ่-ขุนพลเพื่อไทย” ยิ่งต้องเดินเกมอย่างระมัดระวัง ไม่เปิดช่องว่างให้ “ขั้วตรงข้าม” เข้าโจมตีได้
ล่าสุด ต้องเดินเกมเพลย์เซฟ ด้วยการยกเครื่องกรรมการบริหารพรคเพื่อไทย (กก.บห.) เสียใหม่ โดยสั่งการให้ กก.บห. ที่จะลงเลือกตั้ง ส.ส. เขต ลาออกจากตำแหน่งทั้งหมด เพื่อป้องกันไม่ให้มีการสร้างเงื่อนไขการทำผิดกฎหมายเลือกตั้งของ กก.บห. จนนำมาสู่การยุบพรรค เหมือนการยุบพรรคพลังประชาชน
จากกรณีศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยว่า “ยงยุทธ ติยะไพรัช” รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กระทำการฝ่าฝืนและขัดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 ที่มีผลทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริต และได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองที่ไม่เป็นไปตามวิถีทางของรัฐธรรมนูญ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่พรรคและคณะกรรมการบริหารพรรคคนอื่นๆ ต้องร่วมรับผิดชอบ ทำให้ต้องยุบพรรคและตัดสิทธิ กก.บห.
“นายใหญ่-ขุนพลเพื่อไทย” ไม่อยากให้ประวัติศาสตร์การเมืองซ้ำรอย เพราะ “ขั้วอนุรักษ์นิยม” ที่เป็นคนคุมเกม ยังไม่ไว้วางใจเครือข่ายพรรคเพื่อไทย จึงต้องบัญชาการในทางลับให้ กก.บห. พรรคเพื่อไทย ลาออกเพื่อเซ็ต กก.บห. พรรคชุดใหม่ และคัดเลือกคนที่ไม่ลงสมัคร ส.ส. เขต โดยเฉพาะในแถวสองของพรรค ขึ้นมาเป็น กก.บห.แทน
โดยจะมีเพียง “หมอชลน่าน” ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย คนเดียวที่จะอยู่ในตำแหน่ง กก.บห. พรรค และสามารถลงสมัครเลือกตั้ง ส.ส. เขต รวมถึง “ประเสริฐ จันทรรวงทอง” เลขาธิการพรรค ที่จะขยับมาอยู่ใน ส.ส. บัญชีรายชื่อ จึงไม่จำเป็นต้องลาออกจาก กก.บห. พรรค
ทำให้ กก.บห. พรรคเพื่อไทย ที่ต้องทิ้งเก้าอี้ มีดังนี้ ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รองหัวหน้าพรรค ส.ส. มหาสารคาม สุทิน คลังแสง รองหัวหน้าพรรค ส.ส. มหาสารคาม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รองหัวหน้าพรรค ส.ส. เชียงใหม่ สรวงศ์ เทียนทอง รองหัวหน้าพรรค
วรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ รองเลขาธิการพรรค ส.ส. อุบลราชธานี จิรวัฒน์ ศิริพานิชย์ รองเลขาธิการพรรค ส.ส. มหารสารคาม มนพร เจริญศรี รองเลขาธิการพรรค ส.ส. นครพนม คุณากร ปรีชาชนะชัย รองเลขาธิการพรรค ส.ส. สุรินทร์ จักรพล ตั้งสุทธิธรรม รองเลขาธิการพรรค ส.ส. เชียงใหม่
นพ ชีวานันท์ รองเลขาธิการพรรค ส.ส. พระนครศรีอยุทยา ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ โฆษกพรรค ส.ส. กทม. จิราพร สินธุไพร ส.ส. ร้อยเอ็ด เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ส.ส. เลย และกิตติ์ธัญญา วาจาดี กรรมการบริหารพรรค ส.ส. อุบลราชธานี
ทั้งหมดจะลาออกจาก กก.บห. พรรคเพื่อไทย โดยล็อตแรกได้ยื่นใบลาออกไปแล้ว 9 ราย ที่เหลือจะทยอยยื่นออก
โดย “นายใหญ่” เตรียมวางตัวให้ทีมยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย อาทิ ภูมิธรรม เวชยชัย ชูศักดิ์ ศิรินิล เป็นต้น เข้ามานั่งกก.บห. พรรคเพื่อไทยชุดใหม่ ซึ่งทั้งคู่จะลงสมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อ
อย่างไรก็ตาม กลไกของพรรคเพื่อไทย การดำรงตำแหน่ง กก.บห. อาจจะไม่ได้มีอำนาจ หรือมีแรงต่อรองทางการเมืองภายในพรรค เนื่องจาก “นายใหญ่-นายหญิง” สามารถควบคุมทุกความเคลื่อนไหว ทุกการต่อรองได้ทั้งหมด
แตกต่างจากพรรคการเมืองอื่น ที่อำนาจต่อรองทางการเมืองจะอยู่ที่ กก.บห. ฉะนั้นการเปลี่ยนตัว กก.บห. พรรคเพื่อไทย จึงไม่มีผลในการบริหารจัดการพรรค แต่เป็นการปิดช่องทางกฎหมาย ไม่ให้ “ขั้วอนุรักษ์นิยม” และฝ่ายตรงข้ามหาข้อผิดพลาด มาเล่นงานจนถึงขั้น “ยุบพรรค” ได้ในภายหลัง





