วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยุทธศาสตร์ 5 หมื่นแต้ม “พลังป้อม” หลอมใจบ้านใหญ่

พรรคพลังประชารัฐ ยุคป้อมคนใหม่ กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง หากสถานการณ์ข้างหน้า พล.อ.ประยุทธ์ ไปต่อไม่ได้ ก็ยิ่งทำให้นักเลือกตั้งมีความหวังที่จะได้อยู่ขั้วรัฐบาลอีกครั้ง หลังเลือกตั้งครั้งหน้า

พลันที่พี่ป้อม รักษาการนายกรัฐมนตรี และส่อแววจะนั่งนายกฯ ก๊อกสอง หากน้องตู่ตกสวรรค์ ทำให้หุ้นพลังประชารัฐ ดีดขึ้นทันที

วันนี้ พรรคพลังประชารัฐ ที่มีข่าว ส.ส.จะไหลกลับเพื่อไทย หรือไหลไปภูมิใจไทย สถานการณ์พลิกกลับจากหลังมือเป็นหน้ามือ

บรรดา ส.ส.สายบ้านใหญ่ ต่างพากันดีใจที่เห็น “นายป้อม” บารมีเปล่งปลั่ง และมีความหวังขึ้นมาโดยพลัน

ก่อนหน้านี้ ส.ส.เขี้ยวลากดินเหล่านี้ กังวลเรื่องการหาเสียงในพื้นที่ ไม่อยากแบก พล.อ.ประยุทธ์ ไปหาเสียง เพราะเรตติ้งลุงตู่ร่วงติดดินในทุกภาค ยกเว้นภาคใต้

ซุ้มสามมิตร ที่เคยเงียบไปพักใหญ่ ชั่วโมงนี้ สองแกนนำออกเคลื่อนไหวในพื้นที่ถี่ขึ้น สมศักดิ์ เทพสุทิน ล่องใต้ ส่วนสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ก็ลุยอีสานเหนือ

วันก่อน สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ในฐานะรองหัวหน้าพรรค รับผิดชอบพื้นที่ภาคอีสาน ได้เปิดตัว จำลอง ภูนวนทา ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กาฬสินธุ์ ซึ่งสมัยที่แล้ว จำลองก็สวมเสื้อ พปชร. ลงสนาม แต่สอบตก ได้คะแนนเกือบ 3 หมื่น

ตอนหลัง พรรคสร้างอนาคตไทยดึงตัวไป แต่สุริยะ ก็ไปคว้าตัวกลับมาบ้านเก่า เพราะแกนนำ พปชร. ต้องการผู้สมัคร ส.ส.ที่มีต้นทุน 2 หมื่นขึ้นไป

เนื่องจากการเลือกตั้งสมัยหน้า กติกาบัตร 2 ใบ หาร 100 เฉพาะบัญชีรายชื่อ ต้องได้ 3 แสนกว่าคะแนน จึงจะได้ ส.ส. 1 คน 

ยุทธศาสตร์ล่าคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ จึงอุบัติขึ้น โดยทุ่มงบฯ ไม่อั้นให้ผู้สมัคร ส.ส.แต่ละคน เพื่อบรรลุเป้าหมายจังหวัดละ 50,000 คะแนน เน้นสมรภูมิที่ไม่ได้คาดหวัง ส.ส.เขต 

ดังนั้น นักการเมืองท้องถิ่น ไม่ว่า ส.อบจ. และ สท. กำลังเนื้อหอม เพราะคนเหล่านี้ มีฐานเสียงอย่างน้อย 1-2 หมื่นแต้ม

สุริยะให้สัมภาษณ์ว่า ในฐานะที่รับผิดชอบพื้นที่ภาคอีสาน ได้ลงพื้นที่ไปหนองคาย และอีกหลายจังหวัดพบว่า กระแสภาคอีสานของพรรคดีขึ้นอย่างมาก คาดว่า จะได้ ส.ส.อีสานมากกว่าของเดิม 3 เท่า

อย่างไรก็ตาม การลงพื้นที่อีสานของสุริยะ ,สมศักดิ์ และอนุชา แกนนำสามมิตร ก็ทำให้ 2 ส.ส.ชัยภูมิ พปชร. อย่างสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ และเชิงชาย ชารีรินทร์ ที่มีข่าวจะย้ายพรรค ก็เปลี่ยนใจ ปักหลักอยู่พรรคเดิม

ช่วงหลัง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ มีความใกล้ชิดกับกลุ่มสามมิตรมากขึ้น จึงทำให้สุริยะ และสมศักดิ์ ออกเดินสายไปพบกับ ส.ส. และผู้สมัคร ส.ส.ถี่ขึ้น

อย่างที่รู้กัน พล.อ.ประวิตร เปรียบเสมือนพี่ใหญ่ คุมกองกำลังนักเลือกตั้ง 97 ส.ส. และตระหนักดีว่า กระแสเพื่อไทยแลนด์สไลด์มาแรง ยกเว้นภาคใต้ จึงวางกลยุทธ์ใช้ “บ้านใหญ่” ฐานแน่น ต้านทานพายุอุ๊งอิ๊ง

พื้นที่เป้าหมายของพลังประชารัฐ สมัยหน้าได้แก่ภาคเหนือตอนล่าง, ภาคอีสาน โซนใต้ ,ภาคกลาง ,ภาคตะวันตก และภาคตะวันออก 

  • ซุ้มสามมิตร สมศักดิ์-สุริยะ-อนุชา ยังมีฐาน ส.ส.อยู่ที่สุโขทัย, พิษณุโลก,ราชบุรี,ชัยนาท และชัยภูมิ
  • ซุ้มมะขามหวาน สันติ พร้อมพัฒน์ มีกองกำลัง 5 ส.ส.อยู่ในเพชรบูรณ์
  • ซุ้มวังน้ำปิง วราเทพ รัตนากร และหิมาลัย ผิวพรรณ มี ส.ส.อยู่ในกำแพงเพชร, พิจิตร ,นครสวรรค์ และพิษณุโลก
  • ซุ้มมังกรน้ำเค็ม สุชาติ ชมกลิ่น ที่ดูแลชลบรี(บางส่วน), ฉะเชิงเทรา,ระยอง,จันทบุรี, กาญจนบุรี และเพชรบุรี 
  • ซุ้มเมืองสิงห์ ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ มี ส.ส.สิงห์บุรี, สระบุรี และลพบุรี อยู่ในมือ รวมถึง กทม.บางเขต
  • ซุ้มบ้านรัตนเศรษฐ ของเสี่ยปาน-วิรัช รัตนเศรษฐ ที่มีฐานกำลังอยู่ที่นครราชสีมา และสุรินทร์
  • ซุ้มปากน้ำ ของเสี่ยเอ๋-ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม ที่มี ส.ส.อยู่ในซุ้ม 6 คน ยกเว้นไพลิน เทียนสุวรรณ ที่สังกัดเสี่ยเฮ้ง
  • ซุ้มสระแก้ว ของขวัญเรือน เทียนทอง นายก อบจ.สระแก้ว ก็ยังไม่ทิ้งลุงป้อม สมัยหน้า เสนาะ เทียนทองยังคุมทัพเพื่อไทย สระแก้ว เหมือนเดิม

ภาคอีสาน มี ส.ส.มากถึง 132 คน แต่ก็เป็นงานยากของ พปชร. ความหวังที่จะได้ ส.ส.เขต คงเป็นพื้นที่เดิม ดังนั้น ยุทธศาสตร์การเก็บแต้มปาร์ตี้ลิสต์ จึงมีความเป็นไปได้สูง

สูตรล่าแต้ม อาจใช้ไม่ได้กับภาคเหนือตอนบน เพราะค่าย พปชร.หาแกนหลักในพื้นที่ไม่ได้ ซึ่ง พล.อ.ประวิตร อาจใช้บริการพรรคพันธมิตรอย่างพรรคเศรษฐกิจไทย

ส่วน 14 ส.ส.ภาคใต้ พล.อ.ประวิตร ดูแลทั้งหมด และขึ้นตรงต่อบ้านป่ารอยต่อฯ มีสมศักดิ์ เทพสุทิน ลงไปช่วยเสริมใน 4-5 จังหวัด เช่นเดียวกับสนามเมืองหลวง ที่ยังไม่มีแม่ทัพตัวจริง

ด้านพรรคสาขาบ้านป่ารอยต่อฯ 2 พรรคคือ พรรครวมแผ่นดิน ของ พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา และพรรคเศรษฐกิจไทย ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ดูเหมือนว่า พรรคของ ร.อ.ธรรมนัสยังมาแรง

พรรคพลังประชารัฐ ยุคป้อมคนใหม่ กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง หากสถานการณ์ข้างหน้า พล.อ.ประยุทธ์ ไปต่อไม่ได้ ก็ยิ่งทำให้นักเลือกตั้งมีความหวังที่จะได้อยู่ขั้วรัฐบาลอีกครั้ง หลังเลือกตั้งครั้งหน้า

แม้ว่าเพื่อไทย จะมาอันดับหนึ่งเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ก็ทิ้งพลังป้อมไม่ได้ เพราะเสียง ส.ว.อีกนับร้อยชีวิตจะเป็นตัวชี้ขาดนายกรัฐมนตรีคนต่อไป