รัฐสภา ยังจบ ร่างพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ไม่ลง หลัง "ปิยะ" เสนอเพิ่มข้อความใหม่ เว้นวรรคใช้เกณฑ์แต่งตั้งตามร่างกม. ห่วงมีผลกระทบ ข้าราชการถูกพรากสิทธิ์ แต่ถูกท้วงเสนอมิชอบ จนต้องปิดประชุมกลางคัน ค้างอีก4มาตรา
ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการประชุมร่วมรัฐสภา วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ตำรวจแห่งชาติ (พ.ศ....) ซึ่งกรรมาธิการฯ พิจารณาแล้วเสร็จในวาระสอง ต่อเนื่องเป็นครั้งที่หก โดยมีนายพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ซึ่งได้พิจารณามาจนถึงมาตรา 169/1 ซึ่งเป็นบทบัญัติที่กมธ. เพิ่มขึ้นใหม่ ให้สอดคล้องกับมาตรา 69 ว่าด้วยหลักเกณฑ์การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจตามหลักเกณฑ์กำหนด โดยได้กำหนดห้วงระยะเวลาการบังคับใช้หลักเกณฑ์การแต่งตั้งภายในระยะเวลา 5 ปี นับแต่ที่ พ.ร.บ.ใช้บังคับการคัดเลือกหรือแต่งตั้งข้าราชการเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นให้คำนึงถึงระยะเวลาดำรงตำแหน่ง
ทั้งนี้ในการพิจารณาพบว่ามีเหตุที่ทำให้เกิดความเห็นไม่ตรงกัน จนทำให้ต้องพักการประชุมเพื่อให้กรรมาธิการฯ หาข้อยุติ หลังจากาที่ พล.ต.อ.ปิยะ อุทาโย กมธ. ได้เสนอให้มีการแก้ไขในมาตราดังกล่าว โดยใช้ถ้อยคำว่า “ในวาระเริ่มแรกภายใน 180 วัน นับตั้งแต่วันที่พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับ การคัดเลือกหรือการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่ง ให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ใช้บังคับอยู่ ในวันก่อนวันที่พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับ ในกรณีที่ไม่อาจนำหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขมาใช้บังคับได้ตามวรรคหนึ่ง ก็จะดำเนินการประการใดให้เป็นไปตามที่ ก.ตร. กำหนด ซึ่งต้องไม่ขัดหรือแย้งกับพ.ร.บ.นี้”
พร้อมเสนอคำอธิบายว่า เพื่อให้เกิดความเที่ยงธรรมในการแต่งตั้ง และไม่ใช้กฎหมายบังคับใช้โดยทันที ที่จะส่งผลให้ตำรวจที่มีสิทธิเลื่อนตำแหน่งตามกฎหมายเดิมจะถูกตัดสิทธิทันที แบ่งเป็นกลุ่มผู้บังคับการ 72 ราย รองผู้บัญชาการ 49 นาย รวม 121 นาย เกิดเป็นปัญหาการพรากสิทธิ์
"เนื่องจากในวาระเริ่มแรกนี้การย้ายข้ามหน่วย ข้ามภูมิลำเนา จะส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อข้าราชการชั้นผู้น้อย โดยเฉพาะชั้นประทวน และระดับรองสารวัตร ซึ่งมีเงื่อนไขการย้าย คือ ในทุกปีจะมีภาพรวมช่วงเวลาการแต่งตั้งที่จะมีระดับรองสารวัตรไม่น้อยกว่า 400 นาย ชั้นประทวน 3,000 กว่านาย ร้องขอกลับภูมิ แต่เงื่อนไขใหม่ให้อำนาจผู้บังคับบัญชาว่าจะรับหรือไม่รับก็ได้ แต่ตามกฎหมายเดิมจะเปิดโอกาสให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ตรากตรำครบ 4 ปี จะหมุนเวียนให้กลับภูมิลำเนาได้” พล.ต.อ.ปิยะ ชี้แจง
ทั้งนี้มีสมาชิกรัฐสภาทักท้วงว่าการเสนอให้แก้ไขมาตราดังกล่าวไม่สามารถทำได้ เนื่องจากพล.ต.อ.ปิยะไม่ได้สงวนคำแปรญัตติไว้ และเป็นการเพิ่มมาตราขึ้นมาใหม่ ทำให้มีข้อเสนอให้ถอนร่างพ.ร.บ.กลับไปพิจารณาก่อนจะเสนอใหม่ ทำให้นายพรเพชร ตัดสินใจพักการประชุม แต่เมื่อกลับมาประชุมอีกครั้งยังไม่มีข้อสรุปที่เป็นยุติ
ด้าน นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายว่า แว่วว่าการเพิ่มข้อความของพล.ต.อ.ปิยะ เพื่อช่วยใครบางคน เป็นเรื่องไม่เหมาะสม อย่าทำให้ภาพลักษณ์ของกฎหมายดังกล่าวแย่ไปกว่านี้ จึงขอเสนอให้เดินหน้าการประชุมต่อ
ขณะที่ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน.ที่ผ่านมา ทางคณะกมธ.ได้ประชุมกันเองในเรื่องนี้ แต่หาข้อสรุปเองไม่ได้ สุดท้ายจึงใช้วิธีให้พล.ต.อ.ปิยะเสนอกลางสภาฯ ซึ่งรู้อยู่แล้วว่าทำไม่ได้ ทางที่ดีเดินหน้าประชุมต่อ โดยลงมติว่าจะเห็นด้วยกับที่กมธ.เสียงส่วนใหญ่เพิ่มทั้งมาตรา หรือให้ตัดออกทั้งมาตรา
ทำให้ พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร รองประธานกมธ. รักษาการประธานกมธ. แจ้งต่อที่ประชุมว่า ขอให้ทางคณะกมธ.ได้ไปปรึกษาหารือกันอีกครั้งในวันที่ 4 กรกฏาคมนี้ เพื่อปรับถอยคำ
ซึ่งนายพรเพชรก็ได้สั่งปิดการประชุมในเวลา 17.25 น. โดยกล่าวว่า วันนี้สมาชิกรัฐสภาเหนื่อยล้ามาทั้งวัน และปัญหาที่เกิดขึ้นก็ให้ทางกมธ.ไปดำเนินการ เป็นเรื่องของทางคณะกมธ.
อย่างไรก็ดีการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติในครั้งที่หกนี้ ยังไม่สามารถพิจารณาแล้วเสร็จในวาระสองได้ คงเหลืออีก 4 มาตรา.





