“ไพศาล" เผย "สุนทร" ทำผิดรุกป่าเขาใหญ่ ปี45 ตอนเป็น ส.ส. ฟ้องศาลฎีกานักการเมือง ได้ โดยไม่ต้องได้ตัวผู้ต้องหาส่งฟ้อง ชี้ เหมือนคดี "ยิ่งลักษณ์" เตือน อัยการ ระวังฟ้องผิดศาล ระบุ แม้คดีหมดอายุความ แต่ถ้ายังครอบครองที่ดิน ก็มีความผิดต่อเนื่อง
นายไพศาล พืชมงคล นักวิชาการอิสระ กล่าวถึงกรณีการนำตัวนายสุนทร วิลาวัลย์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ปราจีนบุรี เพื่อนำตัวไปยื่นฟ้องศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ หลังถูกป.ป.ช.ชี้มูลความผิดออกโฉนดที่ดินบุกรุกป่าเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ พื้นที่ จ.ปราจีนบุรี โดยที่อายุความภายในวันนี้ (13 มิ.ย.65) ว่า จากที่ติดตามทราบว่านายสุนทร ถูกป.ป.ช. ชี้มูลความผิด 3 ข้อหา แบ่งเป็นข้อหาเกี่ยวกับการสนับสนุนเจ้าหน้าที่รัฐออกโฉนดที่ดินบุกรุกป่าเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่พื้นที่ จ.ปราจีนบุรี รวม 2 ข้อหา หมดอายุความแล้ว 1 คดี และจะหมดอายุความในวันนี้อีก 1 คดี และอีก 1 ข้อหาเกี่ยวกับการบุกรุกป่าเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่พื้นที่ จ.ปราจีนบุรี ที่จะหมดอายุความวันนี้ ซึ่งตนเห็นไปในทิศทางเดียวกับ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ แกนนำพรรคสร้างอนาคตไทย ที่ว่า คดีการบุกรุกถือครองที่ดินถือเป็นการกระทำต่อเนื่อง ตราบใดที่ยังครอบครองอยู่ก็ยังมีความผิดต่อเนื่อง แม้ในวันที่ไปแจ้งความดำเนินคดีจะครบ 20 ปีจนขาดอายุความจริง แต่หาก ป.ป.ช.เห็นว่า การการครอบครองบุกรุกนั้นต่อเนื่องก็เท่ากับว่า สามารถนำขึ้นมาทบทวนการแจ้งข้อหา และทบทวนเรื่องอายุความได้
นายไพศาล กล่าวว่า ถ้า ป.ป.ช.เห็นเอง หรือมีผู้ไปร้องว่า นายสุนทรยังมีความผิดครอบครองบุกรุกต่อเนื่องหลังจากวันที่แจ้งดำเนินคดีครั้งแรก ป.ป.ช.ก็สามารถไต่สวนเพิ่มเติมได้ โดยใช้เวลาไม่นาน และลงมติชี้มูลความผิดยืนยันส่งฟ้องได้เช่นเดิมภายในอายุความใหม่
นายไพศาล ยังตั้งข้อสังเกตถึงประเด็นอำนาจของศาลด้วยว่า การทำความผิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐมี 2 ระดับ ถ้าเป็นระดับ ส.ส.และรัฐมนตรี จะต้องฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยไม่จำเป็นต้องมีตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยไปฟ้องศาล แต่ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐก็จะต้องฟ้องคดีต่อศาลอาญาคดีทุจริตของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งต้องมีตัวผู้ต้องหาไปฟ้องต่อศาล มิฉะนั้นก็ฟ้องไม่ได้ ตรงนี้ต้องกลับไปดูว่าในขณะกระทำความผิดถูกแจ้งความดำเนินคดีช่วงปี 45 นั้น นายสุนทรดำเนินตำแหน่งใดอยู่ หากขณะนั้นนายสุนทรเป็น ส.ส. คดีนี้ก็จะไปอยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสามารถฟ้องคดีได้แม้จะไม่มีตัวผู้กระทำผิดมาส่งฟ้องก็ตาม แต่หากนายสุนทร ดำรงตำแหน่งอื่นในขณะกระทำผิด ก็ต้องไปส่งฟ้องต่อศาลอาญา คดีทุจริต ที่กำหนดว่าต้องนำตัวผู้ต้องหาไปส่งฟ้องด้วย
นายไพศาล ระบุว่า ดังนั้น อัยการที่รับผิดชอบคดีของนายสุนทร ต้องทบทวนให้รอบคอบว่า ที่จะส่งนายสุนทรต่อศาลอาญาคดีทุจริต เพราะถือว่าฐานะในวันนี้ที่นายสุนทรเป็นนายก อบจ.หรือไม่ เพราะต้องถือ ณ ขณะทำความผิดว่านายสุนทรดำรงตำแหน่งใด อัยการต้องกลับมาดูว่า ณขณะทำความผิดว่านายสุนทรเป็น ส.ส.หรือนายก อบจ. ถ้าเป็น ส.ส.แล้วจะไปฟ้องต่อต่อศาลอาญา คดีทุจริต ก็เท่ากับผิดศาล และถ้าเป็น ส.ส.ก็ไปฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้โดยไม่ต้องมีตัวผู้ต้องหา เหมือนกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่แม้ตัวไม่อยู่ ก็สามารถฟ้องได้ เพราะศาลฎีกาฯมีข้อกำหนดอยู่





